FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


Thailand Rice Convention 2015 นายกฯ เร่งขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวไทย

Thailand Rice Convention 2015นายกฯ เร่งขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม 'Thailand Rice Convention 2015” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ 'ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย' โดยย้ำว่าไทยจะต้องเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลก ผ่านการพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าว 7 ด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม 'Thailand Rice Convention 2015' และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย ณ อิมแพคเมืองทองธานี การประชุม 'Thailand Rice Convention 2015' เป็นการประชุมสัมมนาทางวิชาการ และบรรยายโดยเชิญวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากรัฐบาลและประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าว ซึ่งในปีนี้ เน้นการนำเสนอพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้าว นอกจากนี้ ในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวได้พบปะเจรจาการค้า ซึ่งรวมถึงการค้าข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและเอกชน ผู้ผลิตและผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการ ประมาณ 700 คนจาก 40 ประเทศทั่วโลก โดยภายหลังการกล่าวปาฐกถา นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกอบไปด้วยการแสดงข้าวหอมมะลิดีเด่น พบปะและทักทายกับชาวนาต้นแบบ ตลอดจน รวมทำอาหารไทยกับเชฟชุมพล แจ้งไพร ในเมนู “โคราชวากิว ปลาร้าบองไรซ์เบอร์เกอร์ สำหรับ คำกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สรุปดังนี้ นายกรัฐมนตรี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการเป็นประธานเปิดการประชุม “Thailand Rice Convention 2015” และได้รับเกียรติให้กล่าวถึงความสำคัญของข้าวไทย ตลอดจนยุทธศาสตร์และนโยบายการค้าข้าวของประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าเพื่อเทอดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสครบรอบพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี 2558 อันเป็นปีมหามงคล จากการที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย ในเรื่องการพัฒนาข้าวและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดงาน Thailand Rice Convention 2015 ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป ผู้ประกอบการค้าข้าว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องข้าว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงการค้าข้าวทั่วโลก ที่จะได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกรไทย ได้รับทราบถึงนวัตกรรม ความก้าวหน้า และศักยภาพของข้าวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ข้าวไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก และเป็นเวทีที่จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือทางธุรกิจและการสร้างแนวคิดมุมมองใหม่ๆ ต่อวงการค้าข้าวของไทยและของโลก ข้าว มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของคนไทย รวมทั้งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยได้ทำการระดมความคิดเห็นและบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชนผู้ประกอบการค้าข้าว โดยนายกรัฐมนตรีอยากให้มุมมองในเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว โดยจะขอเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การค้าข้าวในตลาดโลกและบทบาทของประเทศไทย 2) แนวโน้มและโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานข้าวไทย และ 3) แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาข้าวไทย 1. การค้าข้าวในตลาดโลกและบทบาทของประเทศไทย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดข้าวได้ขยายอย่างต่อเนื่องไปสู่ทุกภูมิภาคของโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียเหมือนในอดีต ปัจจุบัน ประชากรกว่า 3,000 ล้านคนทั่วทุกมุมโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ทำให้หลายประเทศหันมาสนใจการพัฒนาพันธุ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและการค้าข้าวจนเกิดความร่วมมือระหว่างกันในรูปแบบองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ศึกษา วิจัย พัฒนา และวางแผนบริหารจัดการข้าว ให้มีศักยภาพและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคและสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ข้าวจึงมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งทุกท่านในที่นี้ต่างก็ให้ความสนใจ และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการร่วมกันวางแนวทาง การพัฒนาระบบการผลิตและการค้าข้าวให้มีเสถียรภาพและยั่งยืนเป็นประโยชน์โดยรวม ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดไป เศรษฐกิจของประเทศไทยขับเคลื่อนโดยภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่ากว่าร้อยละ 70 ของผลผลิตมวลรวมทั้งประเทศ (GDP) การส่งออกข้าวซึ่งเป็นผลผลิตหลักของประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2014 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลก ปริมาณ 10.97 ล้านตัน เป็นมูลค่าสูงถึง 5,439 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรวมทั้งประเทศไทย จะต้องเผชิญกับความผันผวนและภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอันเกิดจากภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ และสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพเยี่ยมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกซึ่งในปี 2015 นี้ ไทยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวให้ได้ในปริมาณและมูลค่าใกล้เคียงที่ผ่านมา โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญอยู่ทุกภูมิภาคของโลก อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนีย 2. แนวโน้มและโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานข้าวไทย ทั้งนี้ หากเรามองไปข้างหน้า สำหรับประเทศไทย “ข้าว” มิได้เป็นเพียงอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ของคนไทยและสินค้าส่งออกสำคัญ แต่สำหรับสังคมไทยข้าวยังเป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมและประเพณีอันหลากหลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีกหลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคใต้ของไทย เป็นความได้เปรียบสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ เกื้อหนุนให้ประเทศไทยสามารถปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีได้หลากหลายประเภท เป็นสินค้าส่งออกที่หล่อเลี้ยงครอบครัวเกษตรกรไทยมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน รวมไปถึงภาคแรงงาน อุตสาหกรรม โรงสีแปรสภาพ โลจิสติกส์การขนส่ง และธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานการผลิต แปรรูป และส่งออกข้าว อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และความผูกพันที่คนไทยมีต่อข้าวมาช้านานทำให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตข้าว ในความเป็นจริงมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านปริมาณ ราคา และภาวะตลาดของข้าวไทย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออุปสงค์ข้าวในระยะยาว ได้แก่ แนวโน้มความต้องการบริโภคข้าวในอนาคตที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในหลายภูมิภาค ประกอบกับความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารของโลก อาทิ ความต้องการบริโภคข้าวของโลก ถูกประมาณการว่ามีปริมาณ 483 ล้านตันในปี 2557/2558 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 435 ล้านตัน ในปี 2552/2553 หรือร้อยละ 11 (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ) กระตุ้นให้เกิดการผลิตและส่งออกข้าวจากหลายประเทศเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น อาทิ ผลผลิตข้าวโลกคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 474 ล้านตัน สำหรับปีการผลิต 2557/2558 เพิ่มขึ้นจาก 440 ล้านตันในปี 2552/2553 หรือร้อยละ 7.7 (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ) ขณะเดียวกัน พฤติกรรม รสนิยม และกระแสการบริโภคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ ปลอดสารพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดตลาดของกลุ่มผู้บริโภครูปแบบใหม่ๆ ที่ต้องการข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และพร้อมที่จะจ่ายส่วนเพิ่มให้กับคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างที่มีอยู่ในสินค้าเหล่านี้ ตลาดของกลุ่มผู้บริโภคในลักษณะนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนยกระดับผลผลิต ในท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการสินค้าคุณภาพ สำหรับ ปัจจัยหลักอีกประการหนึ่งที่มักส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในห้วงเวลานั้นๆ คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าและสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ผันแปรไป โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น ในขณะนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังเปราะบางและไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อสินค้าเกษตรและราคาสินค้า นอกจากนั้น ปริมาณและราคาของพืชอาหารด้านคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ที่สามารถใช้บริโภคทดแทนข้าวได้ อาทิ ข้าวโพด ข้าวสาลี ก็มีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ข้าวมีราคาแพง ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคพืชเกษตรอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า ในส่วนของปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออุปทานข้าว ได้แก่ สภาพการณ์ด้านการผลิต โดยเฉพาะจำนวนพื้นที่เพาะปลูก ความเหมาะสมและคุณภาพของดิน ความพร้อมทางด้านชลประทานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพข้าว ตลอดจนฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วทุกภูมิภาคของโลก (Climate Change) และภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ก่อให้เกิดอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูก ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าว นอกจากนั้น ระดับราคาของผลผลิตทางการเกษตรแต่ละชนิดที่แตกต่างกันในแต่ละห้วงเวลา ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหยุดการปลูกพืชที่อยู่ในภาวะราคาตกต่ำ โดยหันไปปลูกพืชที่มีราคาดีกว่าแทน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวสามารถส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรผันผวนและขาดเสถียรภาพได้ 3. แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาข้าวไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลาดข้าวโลกนั้นมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตต่อเนื่อง เพราะความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ข้าวจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการด้านอาหารที่เพิ่มตามประชากรโลก และจากความต้องการผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลายขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน การผลิตและการค้าขายข้าวกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการทั้งที่มีอยู่เดิมและที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ที่สะท้อนในความไม่แน่นอนของตลาดค้าข้าวทั้งระดับโลกและภายในประเทศ และที่สำคัญยิ่ง แนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน จากการที่ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวของตนให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ สภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของข้าว สำหรับประเทศไทยในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายต้นของโลก รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิต กระบวนการบริหารจัดการข้าว และสินค้าเกษตรสำคัญทุกชนิด ให้สอดรับกับสภาพตลาดและแนวโน้มในอนาคตเพื่อให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นกำลังหลักประการหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการดำเนินการ ซึ่ง นบข. ได้พัฒนายุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการค้าข้าว โดยกำหนดเป็นเป้าหมายพื้นฐานให้ “ไทยเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลก ผ่านการพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพโดยแสวงหาความร่วมมือกับอาเซียน เพื่อสร้างความสมดุลให้กับทุกภาคส่วนทั้งภาคการผลิตและภาคการค้า เป็นแหล่งผลิตข้าวของโลกที่มั่นคง ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี องค์กรชาวนามีความเข้มแข็ง รวมทั้งมีระบบการค้าที่เป็นธรรมไม่บิดเบือนตลาด” การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวนั้นจะดำเนินการใน 7 ด้านหลัก คือ 1) แผนพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ 2) สร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว 3) ส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล 4) พัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าว 5) สร้างค่านิยมการบริโภคข้าว 6) สร้างนวัตกรรม 7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ 1. แผนการพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ คือ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการสินค้าข้าว รวมทั้งพืชเกษตรอื่นๆ ทั้งด้านการผลิตและการค้า ให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ภาคการผลิตและการค้าข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้วางไว้ คือ ระยะสั้น : รัฐบาลจะเร่งรัดปรับโครงสร้างการบริหารจัดการผลผลิตข้าวให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด ลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังเพื่อควบคุมปริมาณข้าวให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือด้านการวางแผนการผลิตและการวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและคุณภาพข้าว ระยะยาว : รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคการผลิตในรูปแบบที่ไม่ทำลายกลไกตลาด โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตต่อไร่สูง สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานด้านสุขอนามัย โดยมีเป้าหมายให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทย ในปี 2021 เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย ร้อยละ 25 ด้วยต้นทุนการผลิตข้าวต่อตันที่ลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 20 รวมทั้ง ส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพที่มีความโดดเด่นซึ่งกระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ สำหรับตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก ข้าวไรซ์เบอรร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว เพื่อเพิ่มมูลค่าและ ความหลากหลายของข้าวไทยในตลาด ภายใต้การผลิตแบบแปลงรวมเชิงอุตสาหกรรม ด้วยระบบประณีตตามวิถีธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้ง ผลักดันการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าข้าว (Value Chain) ตลอดกระบวนการตั้งแต่การผลิตจนถึงการแปรรูปสู่การค้า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2. การสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว โดยรัฐบาลจะดูแลการค้าข้าวให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด โดยร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน กำกับดูแลแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานการค้าข้าว เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ ตั้งแต่กระบวนการเก็บรักษา การบริหารจัดการสต็อกข้าว การจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ จัดระบบโรงสีและตลาดกลางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาให้เกษตรกรชาวนามีความรู้เรื่องมาตรฐานการชั่ง การวัดความชื้นและสิ่งเจือปน และปราศจากการทุจริตจากภาคส่วนต่างๆ 3. การส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล โดยรัฐบาลจะจัดให้มีระบบการควบคุมตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน ผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงสีปรับปรุงการสีแปรสภาพให้ได้ตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) จัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และปรับปรุงกฎกติกาการส่งออกข้าวป้องกันการปลอมปน เพื่อให้ข้าวไทยทุกเม็ดเป็นข้าวที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล 4. การพัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าวและการตลาด ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกข้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกระดับคุณภาพและทุกระดับราคาในตลาดโลก โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและกำกับดูแล เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและการแข่งขันอย่างเสรีตามกลไกตลาด ตลอดจนร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ ในส่วนของการตลาดต่างประเทศ รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายที่ไทยและอาเซียนจะเป็นผู้นำทางด้านคุณภาพและมาตรฐานข้าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากข้าวของโลก เพื่อให้ข้าวไทยคงความเป็นหนึ่งในเรื่องคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกพึงพอใจ โดยจะส่งเสริมตลาดสำหรับข้าวคุณภาพสูง (Premium) และข้าวชนิดพิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) อาทิ ข้าวอินทรีย์ และข้าวประจำท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ตามภูมิศาสตร์ (Geographical Identification : GI) เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จากที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อตอบสนองความตื่นตัวในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ยึดถือในตัวผลิตภัณฑ์ที่ตนเองมีความเชื่อมั่นสูง (Brand royalty) และพร้อมที่จะจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อคุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ 5. การสร้างค่านิยมการบริโภคข้าว โดยสอดแทรกวัฒนธรรมข้าวไทยเข้าไปในทุกๆ กิจกรรม ทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์และความมหัศจรรย์ของข้าวไทยอันหลากหลายที่เป็นได้ทั้งอาหารและ โภชนาบำบัด ให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รู้จักและตระหนักถึงคุณค่าของพืชอาหารชนิดนี้ 6. การส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการแปรรูปข้าว โดยสนับสนุนให้มีการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย สามารถเป็นได้ทั้งอาหารเพื่อการบริโภคและสินค้าสำหรับอุปโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค 7. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันทางด้านราคาได้ โดยพัฒนาปรับปรุงการขนส่งทั้งระบบให้มีความสะดวกและมีต้นทุนที่ต่ำลง ร่วมกับภาคเอกชนในการจัดตั้งคลังสินค้า ไซโล และ ห้องเย็น เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้า และใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์ เพื่อกระจายสินค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ ในการที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว รัฐบาลมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคเกษตรกร โดยภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้า ภายใต้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อรักษาระบบการค้าข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งเสริม ความร่วมมือและการซื้อขายข้าวระหว่างภาคเอกชนไทยกับผู้ค้ารายใหญ่จากประเทศ ผู้นำเข้า และผลักดันการบุกเบิกตลาดใหม่เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งข้าวในตลาดโลก ควบคู่กับการแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ใช้จุดเด่นของแต่ละประเทศให้เป็นประโยชน์ส่งเสริมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ทั้งของไทยและจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายสินค้าเกษตรของอาเซียนไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เกษตรกรและดูแลในการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตกร ผ่านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ข้าว ผูกพันกับวิถีชีวิตไทยแต่บรรพบุรุษ และมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย รวมถึงเป็นผลิตผลที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ความพยายามของรัฐบาลไทยคงไม่ใช่เพียงแค่การคงให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ในด้านปริมาณและมูลค่า แต่ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นความพยายามที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบอย่างมั่นคงยั่งยืน ตั้งแต่ระดับฐานราก โดยสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระบบการค้าการตลาดที่เป็นธรรมมีประสิทธิภาพจนถึงระดับสากล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

กสทช.เตรียมหารือแผนคืนคลื่นและร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐาน

กสทช.เตรียมหารือแผนคืนคลื่นและร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐาน นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้(20 พ.ค. 58) ที่ประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 5 ประจำปี2558 มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ กรอบหลักการประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์การคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งสำนักงานได้เสนอกรอบหลักการ (Conceptual Framework) ประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์การคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ส่วนวาระ แผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟ.เอ็ม. ระบบเอ.เอ็ม. และระบบดิจิตอล ตามที่การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้มีมติเห็นชอบครั้งที่16/58 วันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น นางสาวสุภิญญา ได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมในการพิจารณาแผนความถี่วิทยุฯ ทั้ง 4 ฉบับว่า สำนักงานควรดำเนินการจัดทำการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (regulatory impact assessment) เนื่องจากแผนความถี่เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงของประเทศไทย หากดำเนินการตามแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงตามที่ที่ปรึกษาจัดทำข้อเสนอมานั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงอย่างไร เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างไร และวิเคราะห์ผลกระทบอันสืบเนื่องจากการดำเนินการสถานีวิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโครงข่ายวิทยุในระบบดิจิตอล “ควรนำเสนอรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคกับแผนดำเนินการในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ซึ่งสำนักกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (จส.) ได้จัดจ้างสหภาพโทรคมนาคมในการศึกษา Roadmap for the Introduction of Digital Terrestrial Radio Services in Thailand เสร็จลุล่วงไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เห็นภาพรวมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภคในอนาคต ดิฉันเห็นว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป" สุภิญญา กล่าว นอกจากนี้ ในที่ประชุม กสทช. เตรียมคัดเลือกรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยในการประชุมครั้งนี้ผู้ผ่านการคัดเลือกจะเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการ อินโฟเควสท์

ขสมก.เตรียมชงคมนาคม ซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500 คัน 'ล็อกซเลย์'ชิงส่งรถต้นแบบให้ลอง

ขสมก.เตรียมชงคมนาคม ซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500คัน 'ล็อกซเลย์'ชิงส่งรถต้นแบบให้ลอง นางปราณี ศุกระศร กรรมการบริหารกิจการองค์การ และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) กล่าวว่า เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาการจัดซื้อรถเมล์ขสมก.จำนวน 500คันที่จะใช้ระบบกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่เป็นพลังงานขับเคลื่อน โดยเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเสนอรูปแบบและราคาให้ขสมก.พิจารณา ส่วนรูปแบบการจัดหารถนั้นจะต้องดำเนินการประมูลจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ โดยขสมก.หวังที่จะให้รัฐบาลจัดหารถมาวิ่งให้บริการ เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนจัดหารถเมล์ 500คันที่เตรียมเสนอพิจารณานั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังจะเห็นชอบต่อไป โดยล็อตที่ 2นอกเหนือจากล็อตแรก 489คันนั้นจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถประเภทใดนั้นกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ ขณะนี้ยังไม่มีภาคเอกชนรายใดเข้ามาสอบถามรายละเอียด มีเพียงบริษัทล็อกซเลย์ เท่านั้นที่สนใจขออนำรถต้นแบบมาทดลองวิ่งให้บริการ ซึ่งขสมก.จะนำไปทดสอบในเส้นทางต่างๆตั้งแต่ 2มิถุนายนนี้เป็นต้นไป(จำนวน 18วัน)ใน 3เส้นทางคือ 1.วัดธาตุทอง-ประตูน้ำ2.เส้นทางจุฬาฯ-พระราม 4-พระราม 2 (โดยวิ่งบนทางด่วนในช่วงหนึ่ง) และ 3.เส้นทางนนทบุรี-รัตนาธิเบศร์ ปัจจุบันขสมก.อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาตามที่คณะทำงานได้ศึกษารายละเอียดเปรียบเทียบการใช้รถโดยสารพลังงานรูปแบบต่างๆให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา ไม่จำกัดเฉพาะรถใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น โดยราคาที่ล็อกซเลย์นำเสนออยู่ระหว่าง 12-15ล้านบาท/คัน แต่หากจะซื้อจริงขสมก.คงจะกำหนดราคาไม่ได้ตามนี้ เพราะไม่มีงบประมาณ โดยล็อตแรกเป็นรถใช้พลังงานเอ็นจีวี ส่วนล็อตต่อๆไปคงจะทดลองใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆให้แพร่หลายมากขึ้น สำหรับ ความคืบหน้าล่าสุดของการกำหนดราคากลางของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489คัน กำหนดไว้จำนวน 3.5ล้านบาท และกำหนดราคาซ่อมในช่วง 5ปีแรกวงเงิน 900บาทต่อคัน ส่วนปีที่ 6-10อยู่ระหว่างการพิจารณา ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่าความร่วมมือร่วมกับขสมก.ครั้งนี้จะสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีที่สจล.คิดค้นขึ้นไปใช้งานกับรถโดยสารขสมก.มากขึ้น ส่วนระยะยาวของการจัดหารถใหม่มาให้บริการนั้น รถที่ใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่างพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น “รัฐบาลควรให้การสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมเข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่ได้จากการร่วมมือกับขสมก.คือการเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสร้างบุคลากรไว้รองรับเทคโนโลยีด้านต่างๆ อีกทั้งขสมก.อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูสจล.จึงเข้าไปสนับสนุนให้หันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้นเพราะเปรียบเทียบผลดีผลเสียในระยะยาวแล้วจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่าการใช้รถเมล์เอ็นจีวี โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว อีกทั้งสจล.ยังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยกำหนดคุณภาพรถให้เกิดผลคุ้มค่าจริงๆ ประการสำคัญในอนาคตเทคโนโลยีด้านพลังงานจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานกับรถไฟฟ้าได้จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการนำไปใช้งานกับรถโดยสารขนส่งมวลชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องภายในประเทศได้อีกด้วย” ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่าความร่วมมือร่วมกับขสมก.ครั้งนี้จะสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีที่สจล.คิดค้นขึ้นไปใช้งานกับรถโดยสารขสมก.มากขึ้น ส่วนระยะยาวของการจัดหารถใหม่มาให้บริการนั้น รถที่ใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่างพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น “รัฐบาลควรให้การสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมเข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่ได้จากการร่วมมือกับขสมก.คือการเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสร้างบุคลากรไว้รองรับเทคโนโลยีด้านต่างๆ อีกทั้งขสมก.อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูสจล.จึงเข้าไปสนับสนุนให้หันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้นเพราะเปรียบเทียบผลดีผลเสียในระยะยาวแล้วจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่าการใช้รถเมล์เอ็นจีวี โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว อีกทั้งสจล.ยังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยกำหนดคุณภาพรถให้เกิดผลคุ้มค่าจริงๆ ประการสำคัญในอนาคตเทคโนโลยีด้านพลังงานจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานกับรถไฟฟ้าได้จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการนำไปใช้งานกับรถโดยสารขนส่งมวลชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องภายในประเทศได้อีกด้วย” สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย อยากลองของใหม่ขสมก.เล็งซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500 คัน | เดลินิวส์ ขสมก.เตรียมพิจารณาจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้ามาทดลองวิ่ง 500 คัน ประหยัดน้ำมันแต่ราคาแพงกว่า 3 เท่า ลองแล้วเวิร์คจะเปลี่ยนรถเมล์เก่าเป็นรถเมล์ไฟฟ้าแทน ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)นางปราณี ศุกระศรกรรมการบริหหารองค์การและรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)และศาสตราจารย์ดร.สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ลงนามความร่วมมือพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพมหานคร อาทิ การสนับสนุนด้านวิชาการด้านวิศวกรรมการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตเพื่อส่งเสริมระบบการบริการการจัดการขนส่งมวลชนระบบจีพีเอสควบคุมการเดินรถรวมไปถึงระบบชาร์จพลังงานสำหรับรถเมล์ไฟฟ้า ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ใช้บริการรถเมล์สูงถึง 5 ล้านคนและปัจจุบันรถเมล์ที่วิ่งให้บริการรถเมล์ทั่วกรุงเทพมีเพียง 3,000 คันและรถเมล์ส่วนใหญ่ต่างใช้งานมานานถึง 18-20 ปีทำให้ผู้โดยสารไม่สะดวกในการเดินทางอีกทั้งยังมีรถจอดเสียอยู่บ่อยครั้งทั้งนี้ทางสจล.จึงได้ร่วมมือกับขสมก.ในการเปิดทดสอบเส้นทางนำร่องรถเมล์ไฟฟ้าสจล.แอร์พอตลิ้งค์ลาดกระบังโดยมีเส้นทางทดสอบในมหาลัยุ่งหน้าไปยังแอร์พอตลิ้งค์ลาดกระบังโดยได้ทดสอบกับบุคคากรในมหาวิทยาลัยก่อนเพื่อเป็นการทดสอบสมรรถนะและคุณสมบัติของรถเมล์ไฟฟ้า ทั้งนี้ หากในอนาคตประเทศไทยมีการหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจริงและเปลี่ยนรถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 3,000 คันเป็นระบบไฟฟ้าหมดจะสามารถลดปริมาณน้ำมันดีเซลได้ถึง120ล้านลิตรต่อปีะสามารถลดแก๊สคาร์บอนไดร์ออกไซค์ได้ถึง 0.32 ล้านตันต่อปี และในขณะนี้ทางสจล.ได้มีการศึกษาและค้นคว้าเพื่อพัฒนาระบบรถเมล์ไฟฟ้าขึ้นใช้เองในอนาคตเช่นกันและในส่วนของภาครัฐนั้นต้องมีส่วนให้การสนับสนุนการใช้รถเมล์ไฟฟ้าและต้องจัดหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้รถถยนต์พลังงานไฟฟ้าห้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าราคารถเมล์ไฟฟ้ามีราคาที่สูงมากกว่ารถเมล์ปัจจุบันถึง 3 เท่าถ้าในอนาคตเมื่อมีการใช้รถพลังงานไฟฟ้าจริงๆและประเทศไทยสามารถที่จะผลิตแบตเตอรี่หรืออะไหล่ที่จะใช้ผลิตรถเมล์หรือรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาเองได้ราคาตัวรถและอะไหล่ทั้งหมดก็จะตั้องถูกลงและการชาร์จไฟจะไม่ยุ่งยากเพียงแค่ใช้เวลา4-5ชั่วโมงการชาร์จเท่านั้น ด้านนางปราณี กล่าวว่า รถเมล์ไฟฟ้าถือเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่มีข้อดีคือพลังงานไฟฟ้าสามารถหาได้ง่ายมากยิ่งขึ้นแต่ข้อเสียอยู่ที่ราคารถอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงแต่ทั้งนี้ขสมก.ก็มีแนวคิดในการจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาบริการประชาชนในกรุงเทพซึ่งคงต้องรอให้การจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 489 คันให้เสร็จสิ้นก่อนซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างเจรจาค่าซ่อมที่เหลือ ซึ่งจะสามารถนำมาวิ่งในเดือนส.ค.นี้ส่วนการจัดซื้อรถเมล์ล็อตต่อไปทางขสมก.อาจมีการพิจารณาจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 500 คันเพื่อนำมาวิ่งนำร่องรับส่งผู้โดยสารหากทดลองวิ่งแล้วประชาชนในล็อตต่อไปที่เหลืออาจจะปรับเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สจล.ได้มีการนำรถเมล์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทดสอบเส้นทางจากบริษัทล็อกเล่ย์จำกัด(มหาชน)โดยภายในมีการออกแบบให้สะดวกต่อการขับมีระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจมีทางขึ้นลง สำหรับรถเข็นผู้พิการและแบตเตอรี่มีความจุถึง 324 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงใช้เวลาในการชาร์จไฟ5ชม.และวิ่งได้ในระยะทาง 250 กม.ด้วยความเร็ว 70 กม.“

สศก.วางมาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชูมาตรการ 3 ระยะ ลุยแก้ปัญหาทั้งระบบ

สศก.วางมาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชูมาตรการ 3 ระยะ ลุยแก้ปัญหาทั้งระบบ สศก.เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชู 3 มาตรการ พร้อมรับมือเพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนและระยะยาว หวังพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มอย่างยั่งยืน เผย เตรียมงบประมาณรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ เพื่อเก็บสต็อก จาก คชก.แล้ว รวมทกว่า 2,952 ล้านบาท   นายคนิต ลิขิตวิทยุวฒิ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ ผลการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)เปิดเผยว่า จากการประชุม กนป.ครั้งที่ 3/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินมาตรการการรักษาเสถียรภาพราคาทั้งระบบ ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาวเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแนวการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันทั้งระบบในแต่ละมาตรการ ดังนี้   มาตรการเร่งด่วน ให้กรมการค้าภายใน กำหนดราคาแนะนำในการรับซื้อผลปาล์มทะลาย ผลปาล์มร่วง และน้ำมันปาล์มดิบ โดยออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (สกกร.) ให้รับซื้อผลปาล์มทะลายและผลปาล์มร่วง ในราคาเดียวกัน อัตราน้ำมันร้อยละ 17 ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 4.20 บาท ณ หน้าโรงสกัดน้ำมันปาล์มและจุดรับซื้อในพื้นที่ (ลานเท) โดยให้ลานเทสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งตามที่กำหนดในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทั้งระบบ (ได้แก่ โรงสกัดฯ ลานเท และเกษตรกร) รวมทั้งประกาศให้รับรู้ทั่วกัน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรขายผลปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันสูงกว่า 17% ทุก 1% ที่เพิ่มขึ้น จะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีก 0.30 บาท/กก. ในขณะที่ผลปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันต่ำกว่า 17% ทุก 1% จะลดราคา กก.ละ 0.25 บาท ทั้งนี้ ได้ผ่อนผันให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตที่มีน้ำมันไม่ต่ำกว่า 15% ในช่วง 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม) เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้   นอกจากนี้ กำหนดให้โรงกลั่นฯ โรงผลิตไบโอดีเซล และผู้รับซื้อน้ำมันดิบทั่วไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 26.20 บาท ณ หน้าคลังผู้รับซื้อในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวด ไม่สูงกว่าราคาเพดานคือไม่เกินลิตรละ 42 บาท โดยกรมการค้าภายใน กำกับดูแลให้ราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวดในสอดคล้องกับต้นทุน พร้อมติดตามประเมินผลในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเสนอต่อ กนป.พิจารณาให้ความเห็นชอบออกเป็นประกาศ กกร.เมื่อสิ้นสุด 3 เดือนที่กำหนด (พฤษภาคม – กรกฎาคม) กำหนดให้เกษตรกรต้องขายผลผลิตปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันไม่ต่ำกว่า 17% โดยอาจจำเป็นต้องมีผลบังคับตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสภาเกษตรกร ในการร่วมตรวจสอบสต็อกน้ำมันปาล์ม เป็นรายโรงงาน ทุกเดือน   มาตรการระยะ 3 เดือน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลให้การรับซื้อของลานเทเป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (ส.กกร.) และบริหารจัดการให้ลานเทเป็นเครือข่ายของ โรงงานสกัดฯ หรือให้โรงงานสกัดฯ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบในการรับซื้อผลผลิต และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกปาล์มของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้อมูลการผลิตที่ถูกต้อง   อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาเกษตรกรในพื้นที่ ดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจ เกษตรกร ผู้รับจ้างตัดปาล์ม ลานเท เกี่ยวกับการผลิต การเก็บเกี่ยว มาตรการของรัฐ การบังคับใช้กฎหมาย และตามประกาศข้อแนะนำต่างๆ โดยให้กรมการค้าภายใน นำเสนอ กกร. เพื่อออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้ประกอบการลานเท แจ้งชื่อ ราคา ปริมาณ และสถานที่เก็บสินค้า ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542   มาตรการระยะยาว ได้กำหนดแนวทางไว้ 2 เรื่อง คือ ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เกรด B พัฒนาศักยภาพการสกัดเพื่อให้สามารถสกัดปาล์มทะลายได้และแยกสกัดน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เร่งรัดดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม สำหรับการบริหารสต๊อกน้ำมันปาล์มเพื่อป้องกันการขาดแคลนและดึงผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนเกินในบางช่วงเก็บไว้เพื่อลดการนำเข้า หากราคาปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่า 4.20 บาท และน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่า 26.20บาท ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเก็บสต็อกตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้องค์การคลังสินค้าดำเนินการแทรกแซงตลาดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปริมาณ 100,000 ตัน จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 26.20 บาท ส่งมอบ ณ หน้าคลังสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มจะต้องแสดงหลักฐานในการรับซื้อผลปาล์มทะลายและผลปาล์มร่วงจากเกษตรกรที่อัตราน้ำมันร้อยละ 17 ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4.20 บาท ทั้งนี้ อคส.จะพิจารณาเข้าไปรับซื้อผลผลิตน้ำมันปาล์มในช่วงเวลาและจำนวนที่เหมาะสมด้วย    สำหรับระยะเวลาการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกำหนด 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2558 โดยระยะเวลาเก็บรักษาไม่เกิน 6 เดือน (มิถุนายน – พฤศจิกายน 2558) ซึ่งขอใช้เงินงบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เป็นค่าใช้จ่ายในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ เพื่อเก็บสต๊อก งบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,952.896 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินทุนหมุนเวียน จำนวน 2,620.00 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ปริมาณ 100,000 ตัน จากโรงงานสกัดในราคากิโลกรัมละ 26.20 บาท เงินจ่ายขาด วงเงิน 276.45 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ ตันละ 214 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขององค์การคลังสินค้าตามที่จ่ายจริง วงเงิน 16.446 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขาย วงเงิน 40.00 ล้านบาท   ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การดำเนินการในการรับซื้อและการระบายให้มีความรัดกุม รอบคอบ และโปร่งใสมากที่สุด   รองเลขาธิการ สศก.กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมศุลกากร กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลการลักลอบนำเข้าและการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ให้ประธาน กนป.และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะเลขานุการ กนป.ทราบทุก 15 วัน รวมทั้งได้มีการเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ ผลการดำเนินการของคณะกรรมการ กนป.โดยมีนายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานคณะทำงาน และคณะอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กนป.1 คน ร่วมเป็นอนุกรรมการฯ   อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มช่วยประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม รวมทั้งให้ทางจังหวัดกำกับการดำเนินการของโรงงานสกัด ลานเท โรงกลั่นฯ และโรงผลิตไบโอดีเซล ให้เป็นไปตามมติ กนป.อย่างเคร่งครัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

รมว.คมนาคม เล็งปรับนโยบายเปิดเสรีการบินเป็นแบบมีข้อจำกัด คาดสรุปในก.ย.

รมว.คมนาคม เล็งปรับนโยบายเปิดเสรีการบินเป็นแบบมีข้อจำกัด คาดสรุปในก.ย. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดในวันนี้ว่า ขณะนี้พบว่า นโยบายเปิดเสรีการบิน (Open Sky) ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาท่าอากาศยาน เนื่องจากห้วงอากาศของไทยมีขีดจำกัด ดังนั้นจะมีการปรับนโยบายจากเปิดเสรีการบินแบบไม่มีข้อจำกัด เป็นแบบมีข้อจำกัด โดยจะพิจารณาถึงขีดความสามารถที่แท้จริงในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน โดยจะสรุปภายในเดือนก.ย.ปีนี้ “ขณะนี้ปริมาณเที่ยวบินเกินขีดความสามารถที่น่านฟ้าไทยจะรับได้เปรียบเหมือนน้ำที่ล้นแก้ว ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย ต้องเปิดเสรีให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง เพิ่มการกำกับดูแลโดยกำหนดความจุของห้วงอากาศว่าสามารถรองรับได้เท่าไร ถึงจะไม่เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ละสนามบินรองรับปริมาณเที่ยวบินได้เท่าไร โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหาร"พล.อ.อ.ประจินกล่าว พร้อมกันนี้ จะเร่งรัดการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 สนามบินสุวรรณภูมิในส่วนของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) และการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 จะ ซึ่งขณะนี้ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือทอท. กำลังพิจารณาปรับลดวงเงินค่าก่อสร้างลงจาก 6.2 หมื่นล้านบาทลง อีกทั้งได้เร่งรัดแผนการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Hub) และศูนย์กลางด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานในอาเซียน ด้านนายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะเร่งสรุปเรื่องเปิดเสรีการบินเพื่อนำเสนอครม.ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกรณีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบ กรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทย แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ความต้องการในการเดินทางโดยเครื่องบินของนักท่องเที่ยวและ สายการบินต้นทุนต่ำมีการเติบโตมาก และสายการบินจากจีนเพิ่มมากขึ้นด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เที่ยวบินจะแน่นในบางช่วงเวลา หากเปิดเสรีแบบไร้ข้อจำกัดต่อไป จะมีปัญหาหนักขึ้นจึงต้องจัดระบบปริมาณเที่ยวบินที่ต้องการเข้าประเทศไทย และความสามารถในการรองรับเที่ยวบินให้สัมพันธ์กับเวลาอย่างเป็นระบบ โดย ต้องเจรจาต่อรองกับสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินไปลงในช่วงเวลาที่ยังมีปริมาณจราจรไม่หนาแน่น อินโฟเควสท์


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
000608341
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987656846
4667
22323
568832
70106
134812
608341
Your IP: 54.161.228.30
Sat, 23 May 2015 13:19:41 +0000
   
© ALLROUNDER