FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


PAE ชี้แจงประเด็นร้อน ยันไม่เคยให้เงินกู้กรรมการ-ผู้บริหาร มีแต่บริษัทเป็นลูกหนี้ ยืมเงินใช้หมุนเวียนในกิจการ

PAE ชี้แจงประเด็นร้อน ยันไม่เคยให้เงินกู้กรรมการ-ผู้บริหาร มีแต่บริษัทเป็นลูกหนี้ ยืมเงินใช้หมุนเวียนในกิจการ PAE ชี้แจงประเด็นร้อน ยันไม่เคยให้เงินกู้กรรมการ-ผู้บริหาร มีแต่บริษัทเป็นลูกหนี้ ยืมเงินใช้หมุนเวียนในกิจการ ระบุปี 57 ขาย PP ราคาต่ำ เพราะไม่มีใครสนใจลงทุน จำเป็นต้องแก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ พาบริษัทรอดถึงปัจจุบัน ส่วนการเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น ต้องการให้นักลงทุนรับทราบข้อเท็จจริง ประกอบการตัดสินใจ พร้อมแต่งตั้ง IFA ให้ความเห็นการลงทุนธุรกิจบริหารจัดการน้ำ เตรียมใช้กฎหมายจัดการกลุ่มนำเสนอข้อมูลบิดเบือน โจมตี นายรัฐชัย ภิชยภูมิ กรรมการบริหาร บริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (PAE) เปิดเผยถึงกรณีตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อย PAE และเครือข่ายปกป้องสิทธิผู้ถือหุ้นรายย่อยเข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า กรณีที่มีการกล่าวหาเรื่องธุรกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทกับกลุ่มผู้บริหาร ประกอบด้วย นางอุไรรัตน์ บุญอากาศ นางสาวจินตนา กาวีวงศ์ และนายรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท ข้อเท็จจริงบริษัทเป็นผู้กู้เงินจากกลุ่มผู้บริหารมิใช่ผู้ให้กู้ เนื่องจากบริษัทขาดสภาพคล่องและไม่สามารถใช้วงเงินกู้ยืมจากธนาคารหรือแหล่งเงินใดๆ จึงจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากกรรมการ เพื่อใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน ส่วนกรณีการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ในปี 57 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตการเงินอย่างรุนแรงของบริษัท มีภาระหนี้สินกับสถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้าจำนวนมาก ส่วนของผู้ถือหุ้นมีโอกาสติดลบ จึงมีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน การเพิ่มทุนครั้งแรกขอมติผู้ถือหุ้นไว้ 550 ล้านหุ้น แต่หาผู้ลงทุนได้เพียง 350 ล้านหุ้น ต่อมาจึงได้มีการเสนอขาย PP ให้แก่ผู้ลงทุนจำนวน 15 ราย ในราคา 0.60 บาท เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างเร่งด่วน ทำให้บริษัทรอดพ้นวิกฤตและสามารถดำเนินกิจการได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งการเสนอขาย PP ในปีที่แล้วผู้บริหารได้พยายามติดต่อหาผู้ลงทุนที่มีศักยภาพด้านการเงินหลายราย แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทติดลบอย่างมากจากบางหน่วยธุรกิจในอดีตแต่ปัจจุบันได้ยกเลิกหน่วยธุรกิจนั้นไปแล้ว ไม่มีผู้ลงทุนสนใจลงทุน บริษัทจำเป็นต้องออก PP ในราคาที่จูงใจนักลงทุน สำหรับ การเสนอเพิ่มทุนครั้งล่าสุดกับ บริษัทคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิมเป็นสำคัญ โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO-Right Offering) จำนวน 5,541.48 ล้านหุ้นราคา 0.20 บาท ซึ่งต่ำกว่า เสนอขาย PP เมื่อปีก่อนถึง 300% และกำหนดราคาขาย PP จำนวน 2,000 ล้านหุ้นที่ 90% ของราคาตลาดในเวลานั้น (หากราคาหลักทรัพย์เฉลี่ย 7-15 วันก่อนวันที่คณะกรรมการมีมติให้ชำระเงินเพิ่มทุนให้บุคคลในวงจำกัด อยู่ที่หุ้นละ 0.31 บาท ราคา PP จะอยู่ที่หุ้นละ 0.28 บาทซึ่งสูงกว่าราคาขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม) ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม มีมากกว่า 2.5 เท่าของจำนวนที่จัดสรรให้บุคคลในวงจำกัด นอกจากนี้ การเข้าไปลงทุนใน บริษัท พีพีเอสเอนเนอยี่ แอนด์ มารีน จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรม บริษัทเล็งเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ดี มีศักยภาพการเติบโตในอนาคต สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับบริษัทได้ โดยคาดว่าบริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณ 200 ล้านบาท/ปี อย่างไรก็ตาม การเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้นออกไป เนื่องจากต้องการให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน มีเวลาพิจารณาและรับทราบข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุน เพราะมีขบวนการที่ต้องการสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มตนเองในการทำกำไรจากราคาหลักทรัพย์ โดยสร้างข่าวเสียหาย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ลดความน่าเชื่อถือของบริษัทและคณะกรรมการ ซึ่งหากการเพิ่มทุนไม่สำเร็จอาจสร้างโอกาสให้กลุ่มคนที่ต้องการครอบงำกิจการและนำหลักทรัพย์ของบริษัทไปแสวงหากำไร โดยไม่ได้ต้องการพัฒนาบริษัทอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันบริษัทจะแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ(IFA) เพื่อให้ข้อคิดเห็นประกอบการตัดสินใจแก่นักลงทุน และจะดำเนินการเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จ เพื่อบริหารและพัฒนาบริษัทให้มีรายได้และผลกำไรต่อไป “บริษัทได้มีการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับการเพิ่มทุนและการดำเนินการด้านต่างๆ และเห็นพ้องต้องกันว่าบริษัทควรจัดตั้ง IFA ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงต่อจากนี้บริษัทจะเร่งดำเนินการแต่งตั้ง IFA และดำเนินการเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเงินให้ฐานะกิจการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว”นายรัฐชัย กล่าว สำหรับ การให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับ PAE ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเห็นว่าผู้ที่ดำเนินการควรร่วมกันเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กลับสู่ภาวะปกติ และหยุดการกล่าวอ้างพาดพิงถึงบริษัทรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องในทางเสียหายและไม่เป็นจริง ซึ่งบริษัทได้มอบหมายให้ตัวแทนดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังรวมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งได้ติดตามการดำเนินคดีกับกลุ่มคนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อนำผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษต่อไป ผู้ลงทุนทุกท่านสามารถสอบถามติดต่อขอข้อมูลและแนวทางที่เป็นประโยชน์มาบริษัทฯ ทางอีเมล์ info@pae.co.th โดยบริษัทฯยินดีที่จะให้ข้อมูลความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์ ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คชภพ สงวนวงศ์ (บอย) / พรประภา ธนะศรีสืบวงศ์ (เปิ้ล) โทร. 02-718-2621 มือถือ 089-188-3323 / 094-954-5892 อีเมล์ boy@worklink.co.th / ple@worklink.co.th

'ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้'พร้อมดันหุ้น IPO เข้าเทรดไตรมาส 3/58 เร่งปรับกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายเป้าสิ้นปี 5,500 ล้านบาท

'ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้'พร้อมดันหุ้น IPO เข้าเทรดไตรมาส 3/58 เร่งปรับกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายเป้าสิ้นปี 5,500 ล้านบาท กรุงเทพฯ-บมจ.ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/58 โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก จำนวน 180 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 0.50 บาท ด้านผู้บริหารหนุ่ม 'พีระพงศ์ จรูญเอก' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลุยเปิดโครงการใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ ไนท์บริดจ์ ดิ โอเชียน ศรีราชา มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท หวังกระตุ้นยอดขายสิ้นปีแตะ 5,500 ล้านบาท จากปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้ 5,300 ล้านบาท พร้อมเดินสายขายโครงการคอนโดมีเนียมต่างประเทศ คาดสัดส่วนรายได้ลูกค้าต่างประเทศโต 20% ในปีหน้า จากเดิม 10% นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียมตามแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2558 นี้ โดยจะขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก จำนวน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท สำหรับ เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ในการขยายโครงการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯมีโครงการอยู่ในมือ 27 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 17,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จํานวน 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 8,065 ล้านบาท และโครงการในอนาคตอีกจํานวน6 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมประมาณ 6,270 ล้านบาท และยอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ จำนวน 5,300 ล้านบาทซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2558-2559 ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทฯ เตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่ม คือ โครงการ ไนท์บริดจ์ ดิ โอเชียน ศรีราชา เป็นคอนโดมิเนียม 35 ชั้น มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเปิดขายโครงการดังกล่าวได้ในไตรมาส 3/2558 โดยโครงการดังกล่าวได้รับวงเงินสินเชื่อจากธนาคารยูโอบีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการไนท์บริดจ์ สกายซิตี้สะพานใหม่ ติดถนนพหลโยธิน และสถานีรถไฟฟ้า BTS สายหยุด เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 15 ชั้น มูลค่า 1,340 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเปิดขายอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาซึ่งขณะนี้มียอดขายแล้วกว่า 80% ของมูลค่าโครงการและคาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาส 3/2560 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้ (ORI) กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ว่า แนวโน้มธุรกิจมีการเติบโตที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ในระดับ 3% นอกจากนี้ บริษัทฯได้เดินหน้ากระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยอดขายในส่วนของกลุ่มลูกค้าจากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม –สิงหาคมนี้ บริษัทฯ จะเดินสายนำเสนอข้อมูลของโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมทั้งแบบอาคาร Low Rise และอาคาร High Rise ที่ประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และจีนโดยตั้งเป้าสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศในปี 2559 เพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 10% สําหรับ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี2555 บริษัทฯ มีรายได้รวม 192.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 28.6 ล้านบาทปี 2556 มีรายได้รวม 418.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 64.2 ล้านบาท และปี2557 มีรายได้ 559.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 70.3 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (2555-2557) โดยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 69.79% ขณะที่ผลการดำเนินการในไตรมาสแรกยังสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีคุณภาพของบริษัทฯ ที่รายได้ 489.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 105.3 ล้านบาทเพียงไตรมาสเดียวเติบโตอย่างมีคุณภาพเมื่อเทียบกับปีที่แล้วทั้งปี ข้อมูลบริษัทบริษัท ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2552 เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ โดยทางบริษัทฯ มุ่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม บนพื้นที่ที่ให้ความ สะดวกในการเดินทางอันได้แก่ทำเลตามแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล และทำเลใกล้ทางด่วน เป็นต้น เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ในนามบริษัท ออริจิ้นพร็อพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน) : รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อนาถฐิตา นัคราบัณฑิต(จอย) 081-575-6412 , เกสสุดา ฤทธิมาศ (อิ้ว) 089-692-6137โทร: 02-664-3856 E-mail : Pr.mediaPlanner@gmail.com , media-planner@hotmail.com

6 บริษัททีวีโฮมช้อปปิ้ง ผนึกกำลังจัดตั้ง'สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย)' หวังยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ-ดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภค

6 บริษัททีวีโฮมช้อปปิ้ง ผนึกกำลังจัดตั้ง'สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย)' หวังยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจ-ดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภค 6 บริษัทผู้ประกอบธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้ง'ทรูซีเล็คท์-ช้อปแชนแนล-โอช้อปปิ้ง-ทีวีดีช้อป-ไฮช้อปปิ้ง-ทีวีไดเร็ค'ผนึกกำลังร่วมกันจัดตั้ง 'สมาคมทีวีช้อปปิ้ง (ประเทศไทย)' หวังยกระดับและสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง-ดูแลผลประโยชน์ให้กับผู้บริโภค พร้อมเปิดตัวโลโก้ The Symbol of Trust เพื่อให้ลูกค้าได้มั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อได้รับสิทธิ์คุ้มครองจากสมาคม มั่นใจช่วยผลักดันให้ธุรกิจโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทย เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต นายทรงพล ชัญมาตรกิจ นายกสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) (THA) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (28 กรกฎาคม 2558) 6 บริษัท ผู้ประกอบธุรกิจทีวี ช้อปปิ้ง ประกอบด้วย 1.บริษัท ทรู จีเอส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช้อปปิ้งช่อง’ทรู ซีเล็คท์’2.บริษัท ช้อป โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช้อปปิ้งช่อง’ช้อป แชนแนล’3.บริษัท จีเอ็ม เอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช้อปปิ้งช่อง ‘โอช้อปปิ้ง’4.บริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช้อปปิ้งช่อง ‘ ทีวีดี ช้อป’5. บริษัท ไฮ ช็อปปิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจโฮมช้อปปิ้งช่อง ‘ไฮ ช้อปปิ้ง’ และ 6. บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกันจัดตั้งและเปิดตัว ‘สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย)’ ใช้ชื่อย่อว่า THA เพื่อยกระดับสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจโฮมช้อปปิ้งให้ได้มาตรฐานสากลและการดูแลผู้บริโภคให้ได้รับสิทธิอันชอบธรรมจากการใช้บริการโฮมช้อปปิ้ง ด้วยสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น (The Symbol of Trust) สำหรับ วัตถุประสงค์การจัดตั้งสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย) หรือ THA มีดังนี้ 1.ดูแลผู้บริโภคให้ได้รับสิทธิอันชอบธรรมจากการใช้บริการโฮมช้อปปิ้ง 2.ยกระดับการประกอบการธุรกิจโฮมช้อปปิ้งไทยให้มีประสิทธิภาพและจริยธรรม 3.เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของการประกอบการโฮมช้อปปิ้ง ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน 4.สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับหน่วยงานราชการเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการโฮมช้อปปิ้งและผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ 5.เป็นศูนย์กลางข้อมูล ข่าวสารและเป็นแหล่งพบปะ ปรึกษาหารือให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง และ 6.จัดสันทนาการ, สัมมนาให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมโฮมช้อปปิ้ง “และเพื่อยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทยให้เทียบเท่าสากล ตลอดจนการดูแลผู้บริโภคให้ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมจากการใช้บริการโฮมช้อปปิ้ง ทั้ง 6 บริษัทจึงได้ตัดสินใจจัดตั้งสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้งแห่งประเทศไทยขึ้นมา ด้วยมาตรฐานของสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้งที่มีข้อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้สมาชิกได้ปฏิบัติตาม เพื่อจะบรรลุมาตรฐานธุรกิจที่เราทำร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค” นายกสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง กล่าวในที่สุด ขณะเดียวกันเพื่อให้สิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมสมาคมฯ จึงได้เปิดตัวเครื่องหมายการันตีความมั่นใจ “The Symbol of Trust” เพื่อทำให้ผู้บริโภคแน่ใจได้ว่าจะได้รับสิทธิคุ้มครอง 5 ประการดังนี้ 1.Return Policy นโยบายรับคืนสินค้า 2.Quality Guarantee รับประกันคุณภาพสินค้า 3.Product Liability รับผิดชอบต่อความปลอดภัยในการใช้สินค้า 4.After Sale Service มีบริการหลังการขาย 5.Rules & Regulations ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลธุรกิจโฮม ช้อปปิ้ง ดังนั้นสมาชิกสมาคมทั้ง 6 บริษัท จึงได้ตกลงและสมัครใจที่จะช่วยกันประชาสัมพันธ์และติดสัญลักษณ์ (โลโก้) The Symbol of Trust ไว้ในช่วงเวลาการขาย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นและมั่นใจในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางโฮมช้อปปิ้งต่อไป อย่างไรก็ตามสมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้งมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าธุรกิจโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ดูแลผู้บริโภคอย่างดีที่สุด ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ศักยภาพ สรรพกำลังของผู้ประกอบการโฮมช้อปปิ้ง จึงมั่นใจได้ว่าการจัดตั้งสมาคมโฮมช้อปปิ้งในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค และช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ : IR network คุณฐิตาภรณ์ สุภาพ (ภรณ์) Mobile: 081-779-0157 e-mail :thitaporn_suphap@irnetwork.co.th คุณณัฐสินี ระเบียบนาวีนุรักษ์ (เก๋) Mobile: 080-999-8028 e-mail :natsinee@irnetwork.co.th

UREKA ซื้อสิทธิบัตร'เครื่องสีข้าวชุมชน' ของสวทช.

UREKA ซื้อสิทธิบัตร'เครื่องสีข้าวชุมชน' ของสวทช. พร้อมจับมือพันธมิตร 'ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง'ผลิตเครื่องรีดยางพารา เดินหน้าลุยธุรกิจเกษตรเต็มสูบ ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจกลุ่มเกษตรปีนี้ 50%ผงาดขึ้นเป็นเจ้าตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของเมืองไทย บมจ.ยูเรกา ดีไซน์ (UREKA) เดินหน้าลุยธุรกิจเกษตรเต็มสูบ ล่าสุดบริษัทย่อย'บริษัท ยูเรกา อะโกรแมชชีนเนอรี่ จำกัด'ซื้อสิทธิบัตรผลิต 'ครื่องสีข้าวชุมชน' ซึ่งเป็นงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมเปิดตัวพันธมิตรใหม่ 'บ.ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง'ผลิตเครื่องรีดยางพารา (ยางเครป) ผู้บริหารไฟแรง 'นรากร ราชพลสิทธิ์'ตั้งเป้าโกยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจกลุ่มเกษตร 50% ในปีนี้ พร้อมวางเป้าผงาดขึ้นเป็นเจ้าตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรของเมืองไทย นายนรากร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) (UREKA) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทย่อย คือ'บริษัท ยูเรกา อะโกรแมชชีนเนอรี่ จำกัด' ซึ่งดำเนินธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ได้ซื้อสิทธิบัตร "เครื่องสีข้าวชุมชน" ซึ่งเป็นงานวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรไทยและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยราคาเครื่องสีข้าวชุมชน อยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท/เครื่อง นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องรีดยางพารา (ยางเครป) เพื่อร่วมกันคิดค้นและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรไทย และสนับสนุนอุตสาหกรรมเกี่ยวกับยางพาราในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดและขยายฐานธุรกิจกลุ่มเกษตรของบริษัทเข้าสู่พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างยางพารา จากก่อนหน้าอยู่ในกลุ่มของข้าว และมันสำปะหลัง โดยในเบื้องต้น UREKA ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเครื่องจักรนั้น จะเป็นผู้ผลิตเครื่องรีดยางพารา โดยในอนาคตบริษัทมีแผนขยายตลาดเครื่องจักรกลไปยังกลุ่มพืชผลเกษตรอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ เครื่องสีข้าวชุมชน และเครื่องรีดยางพารา จะเป็นเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเกษตรตัวใหม่ของบริษัท หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวไปแล้ว 2 ผลิตภัณฑ์ คือ 1.เครื่องฆ่ามอดข้าวและไข่ข้าว ด้วยคุณสมบัติเด่น คือ สามารถกำจัดตัวมอดและไข่ของมอดข้าวตาย 100% โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ด้วยวิธีใช้คลื่นความถี่ในการกำจัดมอด ทำให้ข้าวปลอดสารพิษและยังคงคุณภาพ จากปัจจุบันที่ในอุตสาหกรรมจะใช้สารเคมีรมควันในการกำจัดมอด และ 2.เครื่องปลูกมันสำปะหลัง โดยบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากกลุ่มเกษตรปีนี้ไว้ที่ 50% และกลุ่มยานยนต์ 50% เพื่อกระจายฐานรายได้และลดความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้นำการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของเมืองไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรของไทยในเวทีระดับโลก ด้านรศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้ร่วมมือกับ UREKA และบริษัท ยูเรกา อะโกรแมชชีนเนอรี่ จำกัด ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย UREKA ก็จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสีข้าว เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคการเกษตรของไทย ได้มีเครื่องจักรการเกษตรที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรในกรณีที่ราคาผลผลิตตกต่ำกะทันหัน ทำให้เกษตกรหรือวิสาหกิจชุมชนได้มีทางเลือกที่จะแปรรูปข้าวเปลือกเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสาร และสามารถสีข้าวเพื่อไว้ใช้กินเองภายในครอบครัวหรือชุมชนได้ ขณะที่นายโฆษิต ชนะหาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ UREKA ในครั้งนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นการพัฒนาและช่วยยกระดับการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถผลิตสินค้ารองรับตามความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณณัฐสินี ระเบียบนาวีนุรักษ์ (เก๋) Mobile 080-999-8028 E-mail : natsinee@irnetwork.co.th คุณเมธาวรินทร์ เปี่ยมสมบูรณ์ (ปัด) Mobile : 083-0678-050 E-mail: maytrawarin@irnetwork.co.th

MTLS โชว์ผลงานขั้นเทพ สถาบันตามจีบขอร่วมทุน ไตรมาส 2/58 สินเชื่อโต 50% เอ็นพีแอลลดลงอีกเหลือแค่ 1.1% แนวโน้มครึ่งปีหลังบรรเจิด! ปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย

MTLS โชว์ผลงานขั้นเทพ สถาบันตามจีบขอร่วมทุน ไตรมาส 2/58 สินเชื่อโต 50% เอ็นพีแอลลดลงอีกเหลือแค่ 1.1% แนวโน้มครึ่งปีหลังบรรเจิด! ปัญหาภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย บมจ.เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) สุดยอดหุ้นห่านทองคำ โชว์ผลงานสเต็ปเทพ หลังปิดโรดโชว์ฮ่องกง-สิงคโปร์ นักลงทุนสถาบันตามจีบขอร่วมทุนเพียบ ‘ชูชาติ เพ็ชรอำไพ’เป็นปลื้ม! ส่วนการดำเนินธุรกิจกยังแรงดีไม่มีตก กระแสตอบรับจาก ‘รากหญ้า’ ดีเยี่ยม! หลังขยายสาขาปูพรมทั่วไทย คาดปีนี้เปิดเพิ่ม 350 สาขา รวมเป็น 850 สาขา ขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อไตรมาส 2/58 พุ่งกระฉูด 50% ส่วนเอ็นพีแอลลดลงอีกเหลือแค่ 1.1% มองแนวโน้มครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย ผลักดันสินเชื่อปี 58 ขยายตัวอีก 45-50% จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 30% หลังบุกตลาด'นาโนไฟแนนซ์-สินเชื่อที่ดิน' ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ยอดปล่อยกู้ 1.65 หมื่นล้านบาท นอนมาสบายๆ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (MTLS) เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฏาคม 2558 บริษัทได้เดินทางไปให้ข้อมูลพื้นฐานกับนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ ปรากฎว่าได้รับการตอบรับดีเยี่ยมและมีนักลงทุนสถาบันสนใจติดต่อขอร่วมทุนกับบริษัท เนื่องจากพอใจกับผลการดำเนินงาน และทิศทางการดำเนินธุรกิจ จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ได้เคยเข้ามาดูงานในประเทศไทยและติดตามไปดูงานตามสาขาของ บริษัทที่มีการขยายไปทั่วประเทศไทย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในระดับรากหญ้าได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกันยังมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ซึ่งล่าสุดได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์จากกระทรวงการคลัง ทำให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อที่มีโอกาสเพิ่มได้อีกมาก สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ก่อนหน้า อีกทั้ง ยังมีการเพิ่มโปรดักท์การเงินใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ปล่อยสินเชื่อที่ดิน ซึ่งทำให้ลูกค้าในระดับรากหญ้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น "ระหว่างการโรดโชว์ที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ ในช่วงต้นเดือนกรกฏาคม กระแสตอบรับจากนักลงทุนสถาบันดีมาก แสดงความสนใจเข้าร่วมทุนกับ MTLS แต่ต้องบอกว่าเรายังไม่มีความจำเป็นในขณะนี้ เพราะอยากเดินหน้าบริหารงานตามแผนการที่กลุ่มเพ็ชรอำไพยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จะทำให้การบริหารงานมีความคล่องตัว พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ และขยายสาขาทั่วประเทศไทย ตามแผน เพื่อขยายฐานลูกค้าในระดับรากหญ้าที่มีความต้องการสินเชื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน และบอกได้เลยว่าอัตราดอกเบี้ยถูกที่สุดในระบบ" นายชูชาติกล่าวต่อว่านอกเหนือจากการโรดโชว์ในแถบเอเชียแล้ว อนาคตในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมเดินทางไปโรดโชว์ยุโรป ร่วมกับธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เพื่อไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจกับผู้จัดการกองทุน ในลอนดอน สก็อตแลนด์ และปารีส ทางด้านผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/58 ทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยล่าสุดเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 270 สาขา และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 80 แห่งในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสาขาเพิ่มเป็น 850 สาขา ภายในปี 2558 และในปี 2559 และปี 2560 เตรียมเปิดเพิ่มปีละ 300 สาขาทั่วประเทศ และในส่วนของการปล่อยสินเชื่อขณะนี้สามารถดำเนินการได้จนทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยพอร์ตสินเชื่อโต 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.1% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.2% สะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงที่มีความเป็นเลิศ ภายใต้การบริหารงานของทีมงานที่มีความเป็นมืออาชีพ และมีประสบการณ์ในธุรกิจมายาวนาน ประธานกรรมการบริหาร MTLS กล่าวในช่วงท้ายถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมั่นใจว่าสินเชื่อจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคลี่คลาย ขณะเดียวกันบริษัทมีโปรดักท์การเงินใหม่ อาทิ นาโนไฟแนนซ์ ที่ตั้งเป้าปล่อยกู้ 10 ล้านบาทต่อเดือน จากฐานลูกค้าเดิมที่มีกว่า 700,000 รายทั่วประเทศ และสินเชื่อที่ดิน ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายปล่อยสินเชื่อ 16,500 ล้านบาท ในปีนี้จะเป็นไปตามแผนได้อย่างแน่นอน เห็นได้จากยอดปล่อยสินเชื่อในช่วงไตรมาส 2/58 ที่มียอดปล่อยกู้เฉลี่ยสูงถึง 1.5 พันล้านบาท/เดือน และคาดว่ายอดปล่อยสินเชื่อในปีนี้จะเติบโตกว่า 45-50% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 30% ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : IR network คุณณัฐพงษ์ ใจแกล้ว (มิกซ์) Mobile 081-401-0226 e-mail : nattaphong@irnetwork.co.th คุณณัฐสินี ระเบียบนาวีนุรักษ์ (เก๋) Mobile 080-999-8028 e-mail : natsinee@irnetwork.co.th
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
000865330
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987656227
2572
9872
822940
125640
107288
865330
Your IP: 54.196.212.62
Tue, 28 Jul 2015 13:14:25 +0000
   
© ALLROUNDER