FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

ais16

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


กรุงเทพประกันชีวิต เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 59 โกยเบี้ยประกันรับรวม 1.29 หมื่นล้านบาท

กรุงเทพประกันชีวิต เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 59 โกยเบี้ยประกันรับรวม 1.29 หมื่นล้านบาท นางคมคาย ธูสรานนท์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2559 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับสุทธิจำนวน 12,991 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันรับปีต่อไป ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากผลของเบี้ยประกันรับปีแรกของปีก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เบี้ยประกันรับปีแรกของไตรมาสที่ 4 ปี 2559 มีจำนวน 4,106 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40 เนื่องจากในไตรมาสที่ 4 ปี 2558 มีการขายแบบประกันสะสมทรัพย์ระยะกลางผ่านช่องทางธนาคารเป็นจำนวนมาก ทำให้ในปี 2559 กรุงเทพประกันชีวิตมีเบี้ยรับประกันภัยรวมจำนวน 43,332 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 ร้อยละ 3 โดยเป็นการลดลงของเบี้ยประกันภัยรับจากช่องทางธนาคาร ซึ่งลดลงร้อยละ 8 “ในขณะที่บริษัทมีการเติบโตของเบี้ยประกันรับในช่องทางตัวแทน และช่องทางประกันกลุ่ม ร้อยละ 5 และร้อยละ 11 ตามลำดับ ทำให้ช่องทางธนาคารมีสัดส่วนเบี้ยรับรวมลดลงจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 62 และช่องทางตัวแทนมีสัดส่วนเบี้ยรับประกันภัยรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 32 เป็นร้อยละ 35 ในปี 2559 การเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับในช่องทางตัวแทน เกิดขึ้นจากการแนะนำแบบประกันใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และการพัฒนาคุณภาพและการสร้างบุคคลากรใหม่เพื่อการขยายการเติบโตในช่องทางทั่วประเทศ” นางคมคาย กล่าว ทั้งนี้ ในปี 2559 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิที่ 5,122 ล้านบาทเปรียบเทียบกับผลกำไรสุทธิของปี 2558 ที่ 4,113 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม 282,359 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 13 ส่วนใหญ่เกิดจากสินทรัพย์ลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวน 25,635 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่ร้อยละ 252 สูงกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดมากกว่า 2 เท่าแสดงถึงความมั่นคงในฐานะทางการเงินของบริษัท “ในไตรมาสที่ 4/2559 บริษัทฯ ได้ผลักดันการสร้างตลาดสำหรับแบบประกันใหม่ที่มีการเปิดตัวในปี 2559 โดยในช่องทางธนาคาร บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับแบบประกันระยะยาว ทั้งประเภทสะสมทรัพย์ และประเภทคุ้มครองตลอดชีพ โดยได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ แนะนำแบบประกันใหม่ โฮลไลฟ์เฟิสต์ มรดกลูกหลาน ซึ่งมีจุดเด่นที่ เบี้ยประกันภัยต่ำ คุ้มครองสูง ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัยได้ทั้งแบบ 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี หรือถึงอายุ 90 ปีรับความคุ้มครอง 400% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือ รับ 200% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเมื่อครบกำหนดสัญญา และสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับ แบบประกันใหม่ในช่องทางตัวแทน ได้แก่ บีแอลเอ ซีเนียร์ สุขใจ (เพื่อผู้สูงอายุ) และบีแอลเอ ปันสุข ซึ่งได้มีการเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 รวมทั้งแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ได้รับการตอบรับที่ดี อาทิ บีแอลเอ เฮลธ์พลัส บีแอลเอ รักษ์สุขภาพ และบีแอลเอ สุขภาพ 2011 นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวโครงการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุผ่านแบบประกันบำนาญต่างๆ โดยเฉพาะ บีแอลเอ พร้อมเกษียณ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวช่องทางออนไลน์ที่ได้รับอนุมัติจาก คปภ. เป็นบริษัทประกันชีวิตบริษัทแรก และยังได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO 27001:2013 ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อกรมธรรม์ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ได้โดยตรง รวมทั้งการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ และสามารถรับกรมธรรม์จากบริษัทโดยไม่จำเป็นต้องรับบริการผ่านพนักงานของบริษัท โดยมีแบบประกันออนไลน์ใหม่ สมาร์ท 168 เปิดตัวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 “สำหรับธุรกิจประกันชีวิตโดยรวมมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2559 มีจำนวนเท่ากับ 568,260 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 5.72 โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 161,569 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 5.75 และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 406,692 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.09” นางคมคาย กล่าวทิ้งท้าย

กลุ่มอลิอันซ์ รุกสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเอเชียผ่านกีฬาฟุตบอล ประกาศเปิดตัวในฐานะสปอนเซอร์หลักสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC)

กลุ่มอลิอันซ์ รุกสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในเอเชียผ่านกีฬาฟุตบอล ประกาศเปิดตัวในฐานะสปอนเซอร์หลักสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) กลุ่มอลิอันซ์ ผู้ให้บริการด้านการเงินระดับโลกและเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ประกาศจับมือเป็นผู้สนับสนุนหลัก สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือเอเอฟซี ในฐานะผู้สนับสนุนหลักเพียงรายเดียวในกลุ่มธุรกิจการเงินติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ซึ่งการสนับสนุนในระดับภูมิภาคครั้งนี้เป็นการต่อยอดและยกระดับการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลในระดับโลกของอลิอันซ์ให้สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าในตลาดหลักๆ ในกลุ่มประเทศเอเชียอย่างเจาะลึกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการขยายการรับรู้ในแบรนด์อลิอันซ์ให้แพร่หลายมากขึ้นในภูมิภาคที่มีการเติบโตสูงอีกด้วย ทั้งนี้ เอเอฟซี ดูแลการจัดการแข่งขันฟุตบอลในระดับสโมสรที่สำคัญที่สุดในเอเชีย ซึ่งรวมถึงรายการเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีก รายการเอเอฟซีคัพ และการแข่งขันฟุตซอล เอเอฟซีฟุตซอลคลับแชมป์เปียนชิพ อันจะส่งผลให้การสนับสนุนในครั้งนี้สามารถเข้าถึงฐานผู้ชมที่มีจำนวนมากกว่า 3.1 พันล้านคน ทั้งผู้ชมที่สนาม และผู้ชมทางโทรทัศน์รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่นๆ อีกมากมาย “เราภูมิใจมากที่ได้ร่วมงานกับทางสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงค่านิยมอันโดดเด่นเป็นพิเศษของอลิอันซ์ที่มุ่งให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความกล้าหาญและความเป็นเลิศ ซึ่งเราทำให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านการเฉลิมฉลองของนักฟุตบอลของเรา รวมถึงแฟนบอลและชุมชนฟุตบอลประเทศต่างๆ ที่อยู่ทั่วภูมิภาคนี้” ลาร์ส ไฮบุทสกี้ (Lars Heibutzki) ประธานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย ประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัทอลิอันซ์ กล่าว ดาโต๊ะ วินด์เซอร์ จอห์น เลขาธิการสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ต้อนรับอลิอันซ์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคเอเชียที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว อลิอันซ์ยังได้ตอกย้ำพันธกิจของแบรนด์ระดับโลกและนำจุดแข็งในด้านการสนับสนุนกีฬาฟุตบอลมาเป็นผู้สนับสนุนหลัก ให้กับเอเอฟซี ซึ่งเราหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมมือกันมากขึ้นในกิจกรรมที่มีความสำคัญยิ่งต่อวงการฟุตบอลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่การดำเนินงานของอลิอันซ์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว” อนึ่ง เอเอฟซีมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นหนึ่งใน 6 สมาพันธ์ที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือเรียกย่อๆ ว่าฟีฟ่า โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 46 สมาคมทั่วภูมิภาคเอเชีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ครอบคลุมประชากรกว่า 4.2 พันล้านคน “ในฐานะที่เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ฟุตบอลยังคงเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ๆ ในทุกๆ ปี และไม่มีภูมิภาคไหนที่กีฬาฟุตบอลจะได้รับความนิยมแพร่หลายเท่าภูมิภาคเอเชียอีกแล้ว ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้อลิอันซ์สามารถให้การสนับสนุนภาคประชาสังคมที่มีขนาดใหญ่มากในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่รักในกีฬาฟุตบอลและถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของพวกเขา เราเองนอกจะสนับสนุนการแข่งขันในระดับชิงแชมป์สูงสุดแล้ว เรายังได้ส่งเสริมและปลุกปั้นนักฟุตบอลรุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถผ่านโครงการส่งเสริมนักฟุตบอลเยาวชนอันเป็นโครงการที่ขึ้นชื่อของเรา”พอล โกรฟส์ (Paul Groves) หัวหน้าฝ่ายบริหารการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียของอลิอันซ์ กล่าวเสริม

คปภ. เร่งรัดบริษัทประกันภัยยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมภาคใต้แล้ว1.4 พันล้าน

คปภ. เร่งรัดบริษัทประกันภัยยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมภาคใต้แล้ว1.4 พันล้าน · ชาวบ้านยิ้มแก้มปริ 'คปภ.- อุตสาหกรรมประกันภัย'ผนึกกำลังจัดคาราวานช่วยเหลือ-จ่ายเคลมถึงประตูบ้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นสำนักงาน คปภ.จึงได้ออกมาตรการต่างๆด้านการประกันภัยเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังได้ติดตามและเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมสำหรับความคืบหน้าในการเร่งรัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 จากการรายงานของสำนักงาน คปภ. ภาค 8 สำนักงาน คปภ. ภาค 9 รวมทั้งจากการรายงานของบริษัทประกันภัย พบว่า ความเสียหายของรถยนต์ที่ทำประกันภัยมีจำนวนเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,046 คัน รวมมูลค่าความเสียหาย 301,825,503.29 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้ว 1,429 คัน คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 132,789,337.29 บาท และบริษัทประกันภัยสำรวจความเสียหายรวมทั้งตกลงรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการ จำนวน 1,617 คัน คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 169,036,166.00 บาท ความเสียหายของประกันภัยทรัพย์สินด้านประกันอัคคีภัย (ที่อยู่อาศัย) มีความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 998 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 42,857,406.62 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้ว 250 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 6,093,322.50 บาท และบริษัทประกันภัยสำรวจความเสียหายรวมทั้งตกลงรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 748 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 36,764,084.12 บาท ด้านความเสียหายประกันอัคคีภัย (อาคารพาณิชย์/เอสเอ็มอี) มีความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 76 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 15,194,895.73 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้วจำนวน 19 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,182,531.81 บาท และบริษัทประกันภัยสำรวจความเสียหายรวมทั้งตกลงรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 57 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 13,012,363.92 บาท ในส่วนความเสียหายจากทรัพย์สิน (IAR) มีความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 458 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,045,127,715.96 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้วจำนวน 74 ราย คิดเป็นเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,402,344.15 บาท และบริษัทประกันภัยสำรวจความเสียหายรวมทั้งตกลงรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 384 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,041,725,371.81 บาท สำหรับ ความเสียหายการประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุ (PA) มีความเสียหายจำนวน 5 ราย รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,710,000 บาท ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเรียบร้อยแล้วจำนวน 2 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน 110,000 บาท และบริษัทประกันภัยตกลงรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยอยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวน 3 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,600,000 บาท เลขาธิการคปภ.กล่าวด้วยว่า สำนักงาน คปภ. ได้เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ประสบภัยทุกรายการเป็นการด่วน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานคปภ. ได้จัดคาราวานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภายใต้โครงการ'คปภ.-ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม'ซึ่งเป็นโครงการในรูปแบบ CSRด้วยการแจกเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ข้าวสาร และมีการมอบเงินสบทบเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้กับหน่วยงานราชการ รวมไปถึงการจัดให้มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม ณ พื้นที่เกิดอุทกภัยในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวน 20 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,192,000 บาท เช่น ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จำนวน 6 ราย รวมค่าสินไหมทดแทน 2,090,000 บาท ที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 3 ราย รวมค่าสินไหมทดแทน 3,102,000 บาท และที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 11 ราย รวมค่าสินไหมทดแทน 10,000,000 บาท ทั้งนี้ ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่างๆ และสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก ระบบประกันภัยจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนช่วยเยียวยาความเดือดร้อนจากภัยเหล่านั้นได้ จึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและหันมาทำประกันภัยให้มากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความเสี่ยงภัยให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต หากมีข้อสงสัยให้สอบถามได้ที่ สายด่วนคปภ. 1186 เลขาธิการ คปภ.

SC เติบโตทั้งรายได้และกำไร 14,504 ลบ. กำไรสุทธิ 1,968 ลบ.

SC เติบโตทั้งรายได้และกำไร 14,504 ลบ. กำไรสุทธิ 1,968 ลบ. เอสซีฯ เติบโตทั้งรายได้และกำไร ปี 59 สรุปรายได้รวม 14,504 ลบ. กำไรสุทธิ 1,968 ลบ. เตรียมเสนอปันผล 0.19 บาทต่อหุ้น ปี 60 พร้อมรุกเปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 27,000 ลบ. นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2559 ที่ผ่านมา SC มีการเติบโตทั้งรายได้และกำไร ทั้งนี้ มาจากการวางกลยุทธ์สำหรับสร้างรายได้ และบริหารค่าใช้จ่าย โดยสามารถรักษาฐานผู้นำส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป, มีการเติบโตทางรายได้จากบ้านเดี่ยวระดับราคา 5-10 ล้านบาท สูงถึง 21 %, และมีการโอนคอนโดได้เกินเป้าหมาย โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐที่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นการใช้สื่อ Digital Marketing มากขึ้น ทำให้มูลค่ากำไรสุทธิของบริษัทสูงที่สุดในรอบ 14 ปี” สรุปผลการดำเนินงานปี 2559 SC มีรายได้รวม 14,504 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 14,434 ล้านบาทเติบโต 3% จากปี 2558 ซึ่งรายได้หลักมาจากธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 13,678 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 95% ของรายได้จากการดำเนินงาน ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าและบริการ 756 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,968 ล้านบาทหรือคิดเป็น 13.6% ของรายได้รวม เติบโต 4% และ มีกำไรต่อหุ้น เท่ากับ 0.47 บาท บริษัทฯ มียอดขายรวม 11,612 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวมเท่ากับ 33,487 ล้านบาท และ 19,046 ล้านบาทตามลำดับ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.32 เท่า พร้อมกันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้พิจารณาผลประกอบการปี 2559 และมีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2559 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาทโดยกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ตามแผนปี 2560 SC จะมีโครงการเพื่อขายรวมทั้งสิ้น 49 โครงการ มูลค่า 54,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการใหม่ 17 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท และโครงการต่อเนื่อง 32 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกนี้ ได้เปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวราบ 2 โครงการ มูลค่า 2,200 ล้านบาท ได้แก่ 1. โครงการเฮดควอเทอร์ส เอกมัย – ลาดพร้าว (HEADQUARTERS EKAMAI – LADPRAO) 2. โครงการเดอะ เจนทริ สุขุมวิท (THE GENTRY SUKHUMVIT) และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 8,800 ล้านบาท ได้แก่ 1. โครงการทเวนตี้เอท ชิดลม (28 Chidlom) 2. โครงการแชมเบอร์ส เฌอ รัชดา-รามอินทรา (CHAMBERS CHER Ratchada-Ramintra) นายณัฐพงศ์กล่าวสรุปว่า “สำหรับปี 2560 SC ได้เดินหน้าตามกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับ SC ในยุค 4.0 ที่เติบโตทั้งรายได้ควบคู่ไปกับนวัตกรรมและคุณภาพ ด้วยวิธีคิดอย่าง human-centric approach ใช้นวัตกรรมมาแก้ปัญหาที่เป็น seen และ unseen pain points ของผู้อยู่อาศัยโดย SC จะทั้งร่วมงานและร่วมลงทุนกับบริษัท startup หลายแห่ง เพื่อนำนวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัย และเรามั่นใจว่า SC จะทำรายได้ทะลุ 20,000 ล้านบาทในปี 2562”

CSS จุดพลุ! รับเทรดดิ้ง-โทรคมนาคมสดใส ดันผลงานปี”60 ผงาดไม่ต่ำกว่า 5 พันลบ.

CSS จุดพลุ! รับเทรดดิ้ง-โทรคมนาคมสดใส ดันผลงานปี”60 ผงาดไม่ต่ำกว่า 5 พันลบ. บมจ.คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) ส่องภาพรวมธุรกิจปี 60 สดใสต่อเนื่อง รับอานิสงส์ธุรกิจโทรคมนาคม-เทรดดิ้งหนุน การลงทุนภาครัฐมีความชัดเจน โชว์กำไรปี’59 เท่ากับ 169.57 ล้านบาท บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังทันที หุ้นละ 0.10 บาท กำหนดจ่าย วันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ‘สมพงษ์ กังสวิวัฒน์’เดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง ตั้งเป้าปั๊มรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 10% จากปี 2559 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 4,713 ล้านบาท นายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) (CSS) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจปี 2560 ของบริษัทและบริษัทย่อยว่ามีโอกาสขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ภายในประเทศ รวมถึงธุรกิจโทรคมนาคมมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการขยายเสาสัญญาณของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมินิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) ทำให้บริษัทฯได้รับอานิสงส์จากออเดอร์ที่เพิ่มเข้ามามากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันมีมูลค่างานในมือ (Backlog) รวมประมาณ 800-900 ล้านบาท จากงานเทรดดิ้ง และประมาณ 600 ล้านบาท จากงานติดตั้งโทรคมนาคม ซึ่งจะทยอยยับรู้รายได้ในปี 2560-2561 ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงเดินหน้าเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลการดำเนินงานปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้คือ 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 10% ขณะที่ผลประกอบการงวดปี 2559 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559) บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิอยู่ 169.57 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 219.35 ล้านบาท โดยมีรายได้จาก การขายและบริการติดตั้งเท่ากับ 4,694ล้านบาทเพิ่มขึ้น 179 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 1/2560 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดครึ่งหลังปี 2559 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด เพิ่มอีกในอัตรา หุ้นละ 0.10 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้นจำนวน 118 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท รวมจ่ายเงินปันผลงวดปี 2559 ในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อ ปรากฎ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 27 เมษายน 2560 และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 โดยประกาศปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 28 เมษายน 2560 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 สำหรับ ภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศปีนี้มีทิศทางฟื้นตัวมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐ ทั้งในส่วนของโครงการนำสายไฟลงใต้ดินและโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมไปถึงการลงทุนภาคเอกชนที่จะเห็นการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า และโครงการศูนย์การค้าต่างๆ ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่อยู่ระหว่างทยอยส่งมอบอุปกรณ์ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายตลอดทั้งปี และคาดว่าจะมีโอกาสได้รับงานเพิ่มเติมจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีส้ม สายสีชมพู และสายสีแดงส่วนต่อขยาย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้และงานในมือของบริษัทให้เพิ่มมากขึ้น “ปีนี้ธุรกิจเทรดดิ้งและธุรกิจโทรคมนาคมของบริษัทฯ น่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากเริ่มทยอยเห็นความชัดเจนของการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้ปีนี้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วยโดยเฉพาะธุรกิจเทรดดิ้ง จากการสั่งซื้อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องสายไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งปีนี้ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเป็นธุรกิจหลักที่ทำให้บริษัทฯ มีการรับรู้รายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง“นายสมพงษ์กล่าว


   

บล.คันทรี่ กรุ๊ป : วิเคราะห์ทางเทคนิค12-5-16

Category: บทวิเคราะห์
Published on Thursday, 12 May 2016 11:55
Hits: 451

CSG copyบล.คันทรี่ กรุ๊ป : วิเคราะห์ทางเทคนิค

 

แนวโน้มตลาดวันนี้ (12 พ.ค. 59)
แนะนำ/แนวโน้ม ปล่อยวาง ปลอดภัย แนวรับ 1 1,375 แนวต้าน 1 1,388
ดัชนีปิดเมื่อวาน 1,382.41 (-7.72) แนวรับ 2 1,368 แนวต้าน 2 1,395
  SET แกว่งตัว คาดเดาทิศทางได้ยากตลอดสัปดาห์ทีผ่านมา จนกระทั่งการทิ้งตัวเมื่อวานนี้ทำให้ยืนยันแรงกดดันจากเส้นค่าเฉลี่ย 3 กษัตริย์ที่ม้วนตัวลง ส่วนแท่งเทียนทึบและ RSI ที่ปักหัวลงใน Sell Zone ทำให้เราประเมินความเสี่ยงในการอ่อนตัวได้เปรียบมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นที่จะต้องเสี่ยงในการวัดใจอะไรต่อไป นอกจากปล่อยให้กราฟไหลลงไปยังแนว support ที่ 1354 จุดแล้วค่อยว่ากันใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่แข็งแรงเพื่อหนีการตกนี้ กราฟจะต้องกระชากตัวกลับปิดสูงให้ได้เท่านั้น หากทำไม่ได้ให้ปล่อยวาง เพื่อความปลอดภัย

กลยุทธ์
  1. ลดปริมาณการเก็งกำไรลง ใช้กลยุทธ์ขายเมื่อปรับขึ้น และซื้อเมื่ออ่อนตัวเท่านั้น ไม่ใช้กลยุทธ์การไล่ซื้อตามหุ้นบวก
  2. ยิ่งปิดต่ำ ยิ่งเป็นสัญญาณลบต่อทิศทาง ถือหุ้นกลับบ้านปริมาณจำกัด
  3. หากปิดสูงกว่าเปิดเป็นสัญญาณเก็งกำไร ถือหุ้นพอเพียง

วิเคราะห์ทางเทคนิค รายหลักทรัพย์
  EASON ราคาปิด 3.54 บาท
  แนวรับ 3.50 บาท แนวต้าน 3.80 บาท
  แนว cut loss เมื่อราคาจะหลุด 3.44 บาท
  กราฟ EASON (month) มีแนวโน้มเชิงบวกในระยะกลาง หลังตัดผ่านกรอบสามเหลี่ยมขึ้นไป และ RSI ชี้ขึ้นต่อเนื่อง จึงมีแนวโน้มเดินหน้าต่อทางเทคนิค ไปยังเป้าหมายใกล้ 4 บาท แนะนำเก็งกำไร

  PRIN ราคาปิด 1.34 บาท
  แนวรับ 1.32 บาท แนวต้าน 1.56 บาท
  แนว cut loss เมื่อราคาจะหลุด 1.28 บาท
  กราฟ PRIN(week) กราฟมีโครงสร้างแบบ Bottom out ทั้งในแท่งเทียนและ MACD ซึ่งจะผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นเป็นรูปถ้วยหงาย มีแนวต้านที่ 1.56 บาท แนะนำเก็งกำไร

* ประเด็นเด็ด หมายถึงการจับประเด็นข่าวที่เป็นจริงหรือเอ่ยอ้างในการซื้อขายเข้ามาเป็นข้อมูลแนบในหุ้นนั้นๆ โดยไม่ได้เป็นการนำมาเป็นข้อมูลแนะนำ

 

   

SME300

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
005115110
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987659574
7386
44144
5017879
211614
505926
5115110
Your IP: 54.167.184.64
Fri, 24 Feb 2017 19:25:52 +0000
   
© ALLROUNDER