FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


TRC คว้างานก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงการเหมืองแร่โปแตชมูลค่ากว่า 34,000 ลบ. มั่นใจรายได้ปี 59 เติบโตแกร่ง 8,600 ลบ.

TRC คว้างานก่อสร้างขนาดใหญ่ โครงการเหมืองแร่โปแตชมูลค่ากว่า 34,000 ลบ. มั่นใจรายได้ปี 59 เติบโตแกร่ง 8,600 ลบ. บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่นได้รับ Letter of Award (LOA) จากบมจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ โครงการ Turnkey Delivery of APOT Project Package 2 Surface Processing and Facilities การก่อสร้างโรงงานผลิตแร่โปแตช อาคารสำนักงาน สถานีจ่ายไฟฟ้าและงานสาธารณูปโภคต่างๆ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิมูลค่าโครงการกว่า 34,000 ล้านบาท คาดลงนามในสัญญาภายในไตรมาส 3-4/59 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี นายภาสิต ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRCเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559บริษัทฯ ได้รับ Letter of Award (LOA) จากบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ชื่อโครงการ Turnkey Delivery of APOT Project Package 2 Surface Processing and Facilities โดยลงนามใน LOA เป็นการก่อสร้างโรงงานผลิตแร่โปแตช อาคารสำนักงาน สถานีจ่ายไฟฟ้าและงานสาธารณูปโภคต่างๆ ในโครงการที่ตั้งอยู่ที่อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ มูลค่างาน 142,027,205 เหรียญสหรัฐอเมริกา 416,000,784 ยูโร และ 12,433,389,522 บาท หรือประมาณ 34,089,504,186 บาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 36.4346 บาท/เหรียญสหรัฐอเมริกา และ 39.6187 บาท/ยูโร) ระยะเวลางานประมาณ 3 ปี โดยคาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาได้ภายในไตรมาส 3 หรือ 4 ปี 2559 ส่งผลให้งานในมือของกลุ่มบริษัททีอาร์ซีแตะระดับ 4,000 ล้านบาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่า สำหรับในปี 2559 นี้ คาดว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ระดับ 8,600 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่บริษัทฯ และบริษัท สหการวิศวกร จำกัดติดตามเข้าร่วมประมูล คือ งานโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 ของบมจ.ปตท. และโครงการจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เพิ่มเติมอีกประมาณ3 สัญญา โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 บริษัทสหการวิศวกร จำกัด บริษัทย่อยของ TRC ได้เซ็นต์สัญญารับงานงานจัดหา ติดตั้ง ทดสอบระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตบุหรี่ด้านกระบวนการผลิตยาเส้นพอง (M-01/2) มูลค่า 837.07 ล้านบาทจากโรงงานยาสูบ ทั้งนี้ หากบริษัทฯ ได้โครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม เป้าหมายรายได้ปีนี้อาจจะต้องมีการพิจารณาทบทวนเพื่อปรับเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง …………………………………………………………. เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ในนาม บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC: รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ พงศกร แจ้งประภากร (ก้อง) 081-715-0345, วาสนา วงษ์ศิริ (เจี๊ยบ) 084-359-0659 โทร: 02-664-3856 Fax : 02-664-3856 E-mail: media-planner@hotmail.com

LIT โชว์งบปี 58 กำไรสุทธิ 70.45 ลบ. สูงสุดแซ่บเว่อร์ ปี 59 ตั้งเป้ารายได้-กำไร โตไม่ต่ำกว่า 30%ตั้งการ์ดสูง-สกรีนลูกค้า ป้องกันปัญหาเอ็นพีแอลพุ่ง

LIT โชว์งบปี 58 กำไรสุทธิ 70.45 ลบ. สูงสุดแซ่บเว่อร์ ปี 59 ตั้งเป้ารายได้-กำไร โตไม่ต่ำกว่า 30%ตั้งการ์ดสูง-สกรีนลูกค้า ป้องกันปัญหาเอ็นพีแอลพุ่ง บมจ.ลีซ อิท (LIT) ผลงานปี58 แซ่บเวอร์ กวาดรายได้กว่า 190.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% กำไรสุทธิ 70.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.35% เทียบปีก่อน 'สมพล เอกธีรจิตต์'พอใจทุกอย่างทะลุเป้า รายได้-กำไร ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มั่นใจปี59 ทำนิวไฮต่อเนื่อง หลังขยายฐานลูกค้า เจาะตลาดเอสเอ็มอี ที่มีความต้องการสินเชื่อมากขึ้น ตั้งเป้าปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% รับเศรษฐกิจซบ จำเป็นต้อง'ตั้งการ์ดสูง'สกรีนลูกค้า ป้องกันปัญหาเอ็นพีแอล นายสมพล เอกธีรจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีซ อิท จำกัด (มหาชน) (LIT) ผู้ให้บริการธุรกิจสินเชื่อทางการเงินลูกค้า SMEs แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/58 มีรายได้รวม 51.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.17 ล้านบาท หรือ 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 19.83ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.38 ล้านบาท หรือ 47% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับ ผลการดำเนินงานโดยรวมของปี 2558 มีรายได้รวม 190.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.84 ล้านบาท หรือ 49% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ซึ่งมีรายได้รวม 128.07 ล้านบาท และในปี 2558 มีกำไรสุทธิ70.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.64 ล้านบาท หรือ 47% เมื่อเทียบกับปี 2557 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 47.81 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อคงค้างประมาณ 1,120 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,150 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 4/2558 มีการเร่งจ่ายชำระหนี้ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง “ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2558 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 49% และกำไรเพิ่มขึ้นสูงถึง 47% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายฐานลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีความต้องการสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีการคุมเข้มปล่อยกู้ให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ แต่บริษัทฯก็ให้ความสำคัญกับการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพื่อป้องกันปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างไรก็ตามในปี 58 นี้ บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงการแยกอายุหนี้ในลูกหนี้สัญญาเช่าทางการเงิน (Leasing) และสัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) ให้มีเกณฑ์ที่สูงขึ้น โดยหากมีงวดใดงวดหนึ่งที่ค้างชำระก็จะถือว่าค้างชำระทั้งสัญญา เพื่อให้เป็นไปตามความตั้งใจของบริษัทที่ต้องการมีมาตรฐานการจัดชั้นลูกหนี้ให้รัดกุมมากขึ้น เป็นผลให้มียอดหนี้ที่เกินกำหนดชำระมากกว่า 90 วันอยู่ในระดับ 3.84% ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล เนื่องจากลูกหนี้ส่วนมากเป็นลูกหนี้ภาครัฐซึ่งมักจะจ่ายล่าช้าอยู่แล้วโดยปกติ ยิ่งเป็นหนี้ของสถานศึกษายิ่งมีความล่าช้ามาก เพราะส่วนมากมีการจ่ายชำระเพียงปีละ 2 ครั้งตามการเปิดภาคเรียนเท่านั้นและยังมั่นใจว่าหนี้เหล่านี้จะไม่เป็นหนี้สูญ”นายสมพลกล่าว สำหรับ แผนการดำเนินงานในปี 2559 นายสมพล กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายสินเชื่อ รายได้ และกำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งในแง่ของยอดสินเชื่อคงค้างหรือ Portfolio รายได้ และกำไรสุทธิ ตามแผน 3 ปี(พ.ศ. 2557-2559) นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ โดยในส่วนของ Product สินเชื่อ Factoring หรือการรับซื้อหนี้การค้า ในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโต 100% อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มียอดรับซื้อหนี้การค้า 3,880 ล้านบาท ด้วยการเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อนำเสนอสินเชื่อครบวงจรให้กับลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยยืนจุดแข็งคือ อนุมัติเร็ว วงเงินสูง และไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่วน Product สินเชื่อ Bid Bond หรือสินเชื่อเพื่อออกหนังสือค้ำประกันซองประมูล สำหรับ SMEs ที่ทำงานภาครัฐและต้องการเข้าร่วมประมูลงาน ลีซ อิทตั้งเป้าหมายเติบโตถึง 100% เช่นกัน เพราะจากบรรยากาศที่ภาครัฐให้ความสำคัญแก่การประมูลให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม โดยเปลี่ยนวิธีการประมูลมาใช้ E-Bidding แทน E-Auctionเดิม จะทำให้ผู้ประกอบการทั่วไปมีโอกาสเข้าแข่งขันราคาเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในปีนี้ จะเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย ขณะที่ Product สินเชื่อ Project Backup Financing คาดว่าจะมีส่วนแบ่งรายได้ที่ 30% ของรายได้รวมเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากโปรดักท์นี้ให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ซึ่งอาจไม่เหมาะสมที่จะไปเร่งยอดเติบโตในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใสเช่นนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯยังเร่งตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ไปที่ระดับเป้าหมาย 3% ของยอดสินเชื่อคงค้าง “ภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนักในปีนี้ ทำให้เราจำเป็นต้องตั้งการ์ดสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะการรับซื้อหนี้การค้ามีจุดอ่อน 2 จุด ที่ต้องระมัดระวังคือ บิลปลอม และการแอบไปเก็บเงินของลูกค้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เราได้มีการปรับรูปแบบการทำงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี”นายสมพลกล่าวในที่สุด ทั้งนี้ บริษัทฯเตรียมเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดไม่ต่ำกว่า 50% จากผลการดำเนินงานในปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งทำยอดกำไรสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัทมา 9 ปี ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : IR network คุณปภาดา สุวรรณกูฏ (ตุ้ย) Mobile 090-972-3407 e-mail: tui@irnetwork.co.th คุณณัฐสินี ระเบียบนาวีนุรักษ์ (เก๋) Mobile 080-999-8028 e-mail: natsinee@irnetwork.co.th

ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นปรับปรุงร่างประกาศตัวแทนด้านการตลาด PF และ DF

ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นปรับปรุงร่างประกาศตัวแทนด้านการตลาด PF และ DF ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นการปรับปรุงหลักการและร่างประกาศการให้ความเห็นชอบเป็นตัวแทนด้านการตลาดกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund : PF) และตัวแทนการตลาดของผู้จัดการเงินทุนสัญญา ซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives Fund Manager : DF) โดยวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจและปรับปรุงระยะเวลาการให้ความเห็นชอบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ได้ ทั้งนี้ ตัวแทนการตลาด PF และ DF มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ชักชวนผู้ลงทุนให้ใช้บริการด้านการจัดการกองทุนส่วนบุคคล และการจัดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามลำดับ สาระสำคัญในการปรับปรุงร่างประกาศครอบคลุมการให้ความเห็นชอบเป็นการทั่วไปสำหรับบุคคลที่มีความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนการตลาด PF/DF อยู่แล้ว การปรับปรุงระบบงานตัวแทนการตลาด PF/DF ให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ และการกำหนดให้ตัวแทนการตลาด PF/DF ต้องขอความยินยอมจากลูกค้าก่อนเปิดเผยข้อมูลลูกค้า ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th) ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์หรือโทรสาร 0-2263-6099 หรือทาง e-mail ที่ preeporn@sec.or.th จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2559

ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี จากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปรับตัวแตะระดับสูงสุดติดต่อกันตลอดสัปดาห์  

ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี จากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปรับตัวแตะระดับสูงสุดติดต่อกันตลอดสัปดาห์  - ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 หลังจากมีรายงานจาก Genscape ว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 425,000 บาร์เรล ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 ก.พ. ที่จุดส่งมอบน้ำมันดิบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 65 ล้านบาร์เรลเกือบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น ตลาดทองคำ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 1 ปี  - Goldman Sachs ได้คาดการณ์ถึงราคาน้ำมันดิบว่าจะแกว่งตัวอยู่ในช่วงราคาระหว่าง 20-40 เหรียญสหรัฐฯ โดยมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง และราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวแบบไร้ทิศทางจนกว่าจะเข้าครึ่งหลังของปีนี้ สาเหตุหลักของราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงถึง 75% ตั้งแต่กลางปี 57 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันที่ผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการใช้น้ำมันดิบอยู่ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศจีนที่มีอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุด จึงส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบลดลงน้อยลงเช่นกัน   + Wall Street Journal รายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของ UAE ได้กล่าวว่าโอเปก (OPEC) ใกล้จะมีความพร้อมที่จะร่วมมือในการลดกำลังผลิตน้ำมันดิบลง เพื่อจะช่วยให้ปริมาณน้ำมันดิบสมดุลกับความต้องการ ประกอบกับที่จะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น  + จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 ก.พ. ปรับตัวลดลง 16,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 269,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 281,000 ราย โดยตัวเลขที่ประกาศออกมานั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 300,000 รายเป็นเวลาติดต่อกันถึง 49 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีอุปสงค์ในภูมิภาคที่ปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยกว่าคาดการณ์ ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังในสิงคโปร์ปรับลดน้อยลง ประกอบกับมีอุปสงค์จากทางด้านจีน อินเดีย และซาอุดิอาระเบียเพิ่มมากขึ้น ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้  ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 26-33 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 29-36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่น่าจับตามอง  จับตาการหารือระหว่างผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกและรัสเซียว่าจะได้ข้อสรุปในประเด็นปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบได้หรือไม่ หลังล่าสุดทั้งอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกมาแสดงความพร้อมมากขึ้นที่จะเจรจาในประเด็นดังกล่าว  ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปแตะระดับสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 65 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 89 ของปริมาณถังน้ำมันทั้งหมด โดยประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลว่าพื้นที่ในการจัดเก็บน้ำมันดิบ ณ จุดส่งมอบอาจจะไม่เพียงพอ   ภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจะยังคงไม่คลี่คลายภายในปีนี้ จากคาดการณ์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีปริมาณน้ำมันดิบส่วนเกินกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันไตรมาสแรก และกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสอง สาเหตุหลักจากผู้ผลิตในกลุ่มโอเปกยังคงปริมาณการผลิตในระดับสูงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด Daily_Oil_TH 2016.02.12

ดัชนี ปิดบ่ายนี้ที่ 1,276.49 จุด ลดลง 4.25 จุด ซื้อขาย 37,112.07 ล้านบาท

ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดลบ 4.25 จุด สอดคล้องภูมิภาคหลังกังวลศก.โลก,สัปดาห์หน้าผันผวนอิงขาลง ตลาดหลักทรัพย์ ดัชนี ปิดบ่ายนี้ที่ 1,276.49 จุด ลดลง 4.25 จุด ซื้อขาย 37,112.07 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,286.20 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,270.84 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 337 หลักทรัพย์ ลดลง 707 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 276 หลักทรัพย์ น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ค่อนข้างผันผวน อิงไปทางแดนลบ สอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ก็เคลื่อนไหวในแดนลบเช่นกัน เป็นผลมาจากนักลงทุนมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากแย่กว่าคาดการณ์ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะในภาคการส่งออก "วันนี้ ทั้งวันก็ค่อนข้างผันผวนเยอะ อิงทางลงมากกว่าในช่วงบ่าย เมื่อเช้ายังถือว่าเป็นกรอบแคบ เพราะนักลงทุนกังวลต่อเรื่องภาพเศรษฐกิจข้างนอกอยู่"น.ส.ธีรดา กล่าว แนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า น.ส.ธีรดา กล่าวว่า ตลาดฯยังผันผวนอยู่ในกรอบทางลง พร้อมให้จับตาดูเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ โดยให้กรอบแนวรับ 1,270 จุด ถ้ารับอยู่มีโอกาสที่จะดีดกลับ หากหลุดลงมาแนวรับถัดไปที่ 1,240-1,220 จุด ส่วนแนวต้าน 1,300-1,320 จุด ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,263.32 ล้านบาท ปิดที่ 161.00 บาท ลดลง 2.50 บาท PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,175.26 ล้านบาท ปิดที่ 230.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,635.65 ล้านบาท ปิดที่ 17.20 บาท ลดลง 0.30 บาท SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,626.64 ล้านบาท ปิดที่ 130.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,571.53 ล้านบาท ปิดที่ 166.50 บาท ลดลง 1.50 บาท อินโฟเควสท์


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
001870521
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987658390
9481
39265
1801298
65254
138692
1870521
Your IP: 54.91.185.228
Fri, 12 Feb 2016 16:02:14 +0000
   
© ALLROUNDER