FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


ฟิลลิปไลฟ์ ท่องฮอกไกโด

ฟิลลิปไลฟ์ ท่องฮอกไกโด บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย ชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส - ฝ่ายขาย และ CAO จัดทริปนำคณะตัวแทนและผู้บริหารงานขายที่สามารถผลิตผลงานได้รับ คุณวุฒิ Main Convention 2014ท่องเที่ยว'ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น' สัมผัสหิมะ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติอันงดงาม เมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นางสาวธนิดา ลิ้มโชสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0-2632-5871 นางสาวกัลย์ธิดา ชาตินันทฤกษ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อาวุโส โทร. 0-2632-5872

เอไอจี ขยับแข้งขยับขา รุกประกันภัยเดินทาง

เอไอจี ขยับแข้งขยับขา รุกประกันภัยเดินทาง บ้านเมือง : นายโทมี่ ลัทวา-คิสโคลาประธานกลุ่มเอไอจี ประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิวแฮมพ์เชอร์อินชัวรันส์ กล่าวว่า กลุ่ม เอไอจี มีความมั่นใจในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและเชื่อมั่นว่าธุรกิจการประกันภัยของไทยยังจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญต่อไป ดังนั้น เอไอจี จึงมีการลงทุนเพื่อขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดการประกันภัยการเดินทางนับเป็นตลาดหนึ่งที่สำคัญในแผนงานของบริษัทฯ โดยเฉพาะจากการที่ทราเวล การ์ด เป็นผู้นำตลาดประกันภัยการเดินทางทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยอยู่แล้ว สำหรับ ผู้ซื้อทราเวล การ์ด ประเภทใดก็ได้ในช่วงวันที่ 20 มี.ค.-31 พ.ค.นี้ จะได้รับการลงทะเบียนทันทีโดยอัตโนมัติ เพื่อรับสิทธ์ร่วมลุ้นจับสลากแพ็กเกจไปเที่ยวเกาะมัลดีฟส์ 3 วัน 2 คืน ทั้งหมด 3 รางวัล รางวัลละ 2 ท่าน มูลค่ารวมทั้งสิ้น 824,970 บาท สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พ.ค.58 โดยบริษัทฯ จะจับรางวัลผู้โชคดี ที่โรงแรมบางกอกกอล์ฟ สปา รีสอร์ทจังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 15 มิ.ย.58 และจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลผ่านทางเว็บไซต์ www.aig.co.th/travelguardในวันที่ 22 มิ.ย.58

ล้วงที่ดินร.ฟ.ท.ใช้หนี้เพิ่มเล็ง'จตุจักร-ถ.เชื้อเพลิง'คลังตั้งทีมประเมินราคา

ล้วงที่ดินร.ฟ.ท.ใช้หนี้เพิ่มเล็ง'จตุจักร-ถ.เชื้อเพลิง'คลังตั้งทีมประเมินราคา ไทยโพสต์ *คลังจ่อดึงที่รถไฟหลังกระทรวงพลังงาน-พระราม 3 ล้างหนี้ ร.ฟ.ท.เพิ่ม พร้อมตั้งคณะทำงานตีมูลค่าที่ดินมักกะสันหวังใช้ล้างหนี้ 8 หมื่นล้านบาท นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรม การนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณานำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บริเวณ กม.11 หลังกระทรวงพลังงาน เขตจตุจักร และที่ริมแม่น้ำ พระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง มาบริหารจัดการเพิ่ม นอกเหนือจากการตั้งคณะทำงานในการตีมูลค่าพื้นที่มักกะสันเพื่อแลกกับการชำระหนี้คงค้างของ ร.ฟ.ท.ที่ค้างกระทรวงการคลังอยู่กว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะทำสัญญาเช่าที่ระยะยาวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เช่น กรณีที่ดินตรงมักกะสัน ซึ่งมีจำนวน 490 ไร่ ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและพาณิชย์อย่างไร "ประเมินพื้นที่มักกะสันโดยจะต้องดูว่าจะจัดสรรอย่างไร ทั้งมาทำสวนสาธารณะคู่กับ บึงมักกะสัน เพื่อเป็นปอดกรุง เทพฯ เพิ่มเติม และการตีมูลค่าในพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องประเมินเงินที่ได้กลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนพื้นที่จตุจักร กม.11 หลังกระทรวงพลังงาน ที่แม่น้ำพระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง ก็ต้องประเมินด้วยว่าคุ้มหรือไม่" นายกุลิศกล่าว ทั้งนี้ การดำเนินการดัง กล่าวเป็นไปตามที่คณะกรรม การนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์ บอร์ด มีมติเห็นชอบให้กระทรวง การคลังมีสิทธิ์ในการใช้ประ โยชน์พื้นที่ของ ร.ฟ.ท.ในระยะยาว เพื่อชำระหนี้คงค้าง และให้กระทรวงการคลังมีสิทธิ์ร่วมพิจารณาในพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือ จากมักกะสัน สำหรับ การใช้ประโยชน์จากการเช่าพื้นที่มักกะสัน ที่จะนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะคู่กับบึงมักกะสัน พื้นที่แก้มลิง และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทางกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อประเมินมูลค่าที่ดินและการใช้ประโยชน์ โดยมีนายสมหมาย ภาษี รมว.การคลัง เป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดคมนาคม ร.ฟ.ท. ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประ เมินที่ดิน และ สคร. ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าพื้นที่จะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงยังต้องหาที่ดินแปลงอื่นคือ บริเวณ กม.11 หลังกระทรวงพลังงาน เขต จตุจักร และที่ริมแม่น้ำ พระ ราม 3 ถนนเชื้อเพลิง เพื่อให้เพียงพอต่อการล้างภาระหนี้ที่คงค้างมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านี้ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนา รักษ์ กล่าวว่า ภาระหนี้ของ ร.ฟ.ท.ที่มีทั้งหมด 1.1 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นลูกหนี้การค้า ส่วนที่เหลือ 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 5 หมื่นล้านบาท เป็นผลขาดทุนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล อีก 3 หมื่นล้านบาท เป็นผลการขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจปกติของ ร.ฟ.ท.เอง ดังนั้น การนำที่ดิน ร.ฟ.ท. มาแลกกับการให้กระทรวงการ คลังรับภาระหนี้แทนนั้น กระ ทรวงการคลังจะพิจารณาเฉพาะภาระหนี้ที่เกิดจากนโยบายรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งหากมูลค่าของที่ดินมักกะสันไม่พอต่อการลดหนี้วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ร.ฟ.ท.ก็จะพิจารณานำที่ดินแปลงอื่นๆ มามอบให้กระทรวงการคลังด้วย เช่น ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วน ระยะเวลาเช่านั้นคาดว่านานสุดคงไม่เกิน 99 ปี. คลังเล็งที่ดินรฟท.เพิ่มล้างหนี้ 8หมื่นล้าน ข่าวสด : นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณานำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) บริเวณ ก.ม.11 หลังกระทรวงพลังงาน เขตจตุจักร และที่ริมแม่น้ำ พระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง มาบริหารจัดการเพิ่ม นอกเหนือจากการตั้งคณะทำงานในการตีมูลค่าพื้นที่มักกะสัน เพื่อแลกกับการชำระหนี้คงค้างของรฟท. ที่ค้างกระทรวงการคลังอยู่กว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะทำสัญญาเช่าที่ระระยาวจากรฟท. เช่น กรณีที่ดินตรงมักกะสันของรฟท. ซึ่งมีจำนวน 490 ไร่ ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและพาณิชย์อย่างไร “ประเมินพื้นที่มักกะสันโดยจะต้องดูว่าจะจัดสรรอย่างไร ทั้งมาทำสวนสาธารณะ คู่กับบึงมักกะสัน เพื่อเป็นปอดกรุงเทพฯ เพิ่มเติม และการตีมูลค่าในพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องประเมินเงินที่ได้กลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนพื้นที่จตุจักร กม.11 หลังกระทรวงพลังงาน ที่แม่น้ำพระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง ก็ต้องประเมินด้วยว่าคุ้มหรือไม่“ นายกุลิศกล่าว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังมีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของรฟท. ในระยะยาว เพื่อชำระหนี้คงค้าง และให้กระทรวงการคลังมีสิทธิ์ร่วมพิจารณาในพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากมักกะสัน สำหรับ การใช้ประโยชน์จากการเช่าพื้นที่มักกะสัน ที่จะนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะคู่กับบึงมักกะสัน พื้นที่แก้มลิง และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทางกระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อประเมินมูลค่าที่ดินและการใช้ประโยชน์ โดยมีนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม รฟท. ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการประเมินที่ดิน และ สคร. ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าพื้นที่จะไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงให้ยังต้องหาที่ดินแปลงอื่นคือ บริเวณ ก.ม.11 หลังกระทรวงพลังงาน เขตจตุจักร และที่ริมแม่น้ำ พระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง เพื่อให้เพียงพอต่อการล้างภาระหนี้ที่คงค้างมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท

กบง.ปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทุกชนิดเว้น E85 เพื่อตรึงราคาขายปลีก

กบง.ปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทุกชนิดเว้น E85 เพื่อตรึงราคาขายปลีก นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กล่าวว่า ที่ประชุมกบง.ปรับลดอัตราจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ยกเว้น E 85 เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก ผู้บริโภคยังคงใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดได้ในราคาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ที่ประชุมฯ เห็นชอบปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังนี้ น้ำมันเบนซิน ลดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 0.50 บาท/ลิตร จากเดิม 7.15 บาท/ลิตร เป็น 6.65 บาท/ลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ลดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 0.30 บาท/ลิตร จากเดิม 1.25 บาท/ลิตร เป็น 0.95 บาท/ลิตร,น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ลดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 0.30 บาท/ลิตร จากเดิม 0.75 บาท/ลิตร เป็น 0.45 บาท/ลิตร, น้ำมัน E20 ชดเชยเพิ่มจากกองทุนฯ 0.60 บาท/ลิตร จากเดิม -0.80 บาท/ลิตร เป็น -1.40 บาท/ลิตร, น้ำมันดีเซล ลดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 0.60 บาท/ลิตร จากเดิม 1.05 บาท/ลิตร เป็น 0.45 บาท/ลิตร ส่วน น้ำมัน E85 ไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้ จะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องลดลง 1,324 ล้านบาท/เดือน โดยจะมีรายรับคงเหลือ 1,234 ล้านบาท/เดือน ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิ 40,017 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ประชุม กบง.ได้พิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกซึ่งมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยน้ำมันดิบดูไบปรับตัวขึ้น 5.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.64 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.97 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากราคาปิดตลาดวันที่ 2 เมษายน 2558 ที่ประชุมฯ จึงได้ใช้กลไกการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยปรับลดอัตราจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ยกเว้น E 85 เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ผันผวนตามสถานการณ์ตลาดโลก อินโฟเควสท์

คมนาคมชง'ประจิน'ซื้อเมล์ไฟฟ้าแทน NGV ทางเลือกใหม่

คมนาคมชง'ประจิน'ซื้อเมล์ไฟฟ้าแทน NGVทางเลือกใหม่ ไทยโพสต์ *'พงษ์ไชย'เตรียมชง'ประจิน'ซื้อรถเมล์ระบบไฟฟ้า 500 คัน แทนเมล์เอ็นจีวี อ้างมีต้นทุนถูกกว่า นายพงษ์ไชย เกษมทวี ศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนา คม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเสนอ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ให้พิจารณาจัดซื้อรถโดยสาร (รถ เมล์) ระบบไฟฟ้าจำนวน 500 คัน มาทดลองใช้แทนรถโดย สารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) เป็นเชื้อเพลิง หลังจากคณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด มีมติให้ทบทวนการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ส่วนที่เหลือ 2,694 คันใหม่ และให้ศึกษาถึงความคุ้มทุนระหว่างเทคโนโลยีระบบไฟฟ้ากับระบบเอ็นจีวี ซึ่งผลการศึกษาพบว่า เทคโนโลยีรถเมล์ระบบไฟฟ้ามีความคุ้มทุนกว่าระบบเอ็นจีวี "เปรียบเทียบต้นทุนพบ ว่า ระหว่างรถเมล์เอ็นจีวีกับ รถไฟฟ้าอยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อคัน ส่วนรถเมล์เอ็นจีวีอยู่ที่ 4.5 ล้านบาทต่อคัน แต่เมื่อคิดต้น ทุนระยะยาว 20 ปี บวกค่าซ่อมบำรุง ค่าเชื้อเพลิง รถเอ็นจีวีจะมีต้นทุนที่สูงกว่าประมาณ 34 ล้านบาทต่อคันต่อ 20 ปี ส่วนต้นทุนรถเมล์ระบบไฟฟ้านั้นมีต้นทุน 30 ล้านบาทต่อคันต่อ 20 ปี ในด้านเชื้อเพลิงนั้นในอนาคตก๊าซเอ็นจีวีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 20-30 บาทต่อกิโลกรัม" นายพงษ์ไชยกล่าว อย่างไรก็ตาม หาก รมว.คมนาคม เห็นชอบก็สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา รวมถึงนำเสนอให้สำนัก งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณาในรายละเอียด ส่วนสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์นั้น ในเบื้องต้นมีการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ทำการศึกษาเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ ซึ่งอาจจะให้ กฟน.เป็นผู้ลงทุนและให้บริการเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้า พล.อ.อ.ประจิน กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของ ขสมก.รอบแรก 489 คัน ขณะนี้ยังอยู่ขั้นตอนของการจัดเตรียมเอกสารและประ กวดราคา และได้สั่งการให้เร่งรัดให้เสร็จโดยเร็ว แต่ไม่มั่น ใจว่าจะสามารถส่งมอบรถเมล์มาวิ่งได้ทันตามกำหนดเดือน มิ.ย.นี้หรือไม่ หากไม่ทันก็น่าจะได้รถเมล์เอ็นจีวีใหม่เข้ามาได้ในเดือน ก.ค.58 ขณะที่การจัดซื้อรถเมล์ส่วนที่เหลือ กว่า 2 พันคันนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการศึกษาความเหมาะสมว่าควรเลือกรถเมล์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทใด 'หูกวาง'ชงทางเลือกใช้เมล์ไฟฟ้า บ้านเมือง : นายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานศึกษาความเหมาะสมระบบเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสาร ขสมก. ครั้งที่ 3/2558 ว่าที่ผ่านมาคณะทำงานได้เสนอผลการศึกษาค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบแต่ละระบบเชื้อเพลิง โดยรถเมล์ไฟฟ้าราคานำเข้ารวมภาษีคันละ 15 ล้านบาท ระยะยาว 20 ปี ค่าใช้จ่ายรวมค่าบำรุงรักษาและค่าเชื้อเพลิง 30 ล้านบาท ขณะที่รถเมล์ดีเซลจะอยู่ที่ 43 ล้านบาท และรถเมล์เอ็นจีวี 34 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ยังไม่ได้คำนวณถึงราคาเอ็นจีวีที่จะปรับขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า จะนำรายละเอียดดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณา "สัปดาห์หน้าจะนำรายละเอียดดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณา โดยจะเสนอถึงข้อเปรียบเทียบขอระบบเชื้อเพลิง สำหรับรายละเอียดเรื่องของการใช้งานนั้น จะใช้ เวลาชาร์ต 5 ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง 250 กิโลเมตร ซึ่งระบบพลังงานไฟฟ้าคาดว่าในอนาคตอาจถูกลงอีก เนื่องจากเป็นระบบที่กำลังพัฒนาและทั่วโลกเริ่มมีการนำไปใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และจีนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตขาย" ขณะที่รายงานข่าวจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่าตามที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเชิญชวนผู้สนใจมารับเอกสารแจ้งให้จัดทำข้อเสนอ (Request for Proposals : RFP) เป็นที่ปรึกษาควบคุมงานระบบรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วง หัวลำโพง- บางแค และเตาปูน- ท่าพระ โดยวิธีการคัดเลือก ระหว่างวันที่ 26 มกราคม-13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจมารับเอกสาร RFP จำนวน 22 ราย ซึ่ง รฟม.ได้กำหนดให้ผู้ที่มารับเอกสารจะต้องยื่นข้อเสนอเพื่อรับการคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานระบบรถไฟฟ้า (MESC) ภายในวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้สนใจมายื่นข้อเสนอทั้งหมด 5 กลุ่มบริษัท ประกอบด้วย กลุ่มบริษัท MESCBL Consortium กลุ่มบริษัท PB/CMCL/MAA/SYSTRA กลุ่มบริษัท WE Consortium กลุ่มบริษัท PASDL Consortium และกลุ่มบริษัท MEDGT Joint Venture ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ รฟม.จะจัดทำหลักเกณฑ์ การประเมินข้อเสนอ เพื่อพิจารณาคัดเลือกกลุ่มบริษัทเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานระบบรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินตามขั้นตอนต่อไป


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
000503186
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987654532
2757
41204
421391
99763
177195
503186
Your IP: 54.204.147.224
Sun, 19 Apr 2015 03:02:52 +0000
   
© ALLROUNDER