FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


ราคาน้ำมันดิบร่วงอีกครั้ง หลังจากนักลงทุนกลับมากังวลอุปทานส่วนเกินอีกครั้ง

ราคาน้ำมันดิบร่วงอีกครั้ง หลังจากนักลงทุนกลับมากังวลอุปทานส่วนเกินอีกครั้ง   - หลังจากนักลงทุนได้กลับเข้ามาทำสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าเพียงแค่ 1 วัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสได้ปรับตัวลดลงอีกครั้งจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานส่วนเกินจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Shale Oil ในสหรัฐฯ และการตัดสินใจที่ไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสลงมาอยู่ในระดับต่ำว่า 60 และ 55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง   +/- จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงต่ำกว่าระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำให้บริษัทน้ำมันหลายๆ แห่ง ประกาศลดเงินทุนในการจัดหาน้ำมันดิบทั่วโลก ล่าสุดเชฟรอน บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ได้ประกาศหยุดโครงการขุดเจาะน้ำมันในทะเล Beaufort ที่อยู่ที่ประเทศแคนาดาออกไป ในขณะที่ Marathon Oil อีกหนึ่งบริษัทที่ทำธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ได้ประกาศลดค่าใช้จ่ายลงร้อยละ 20 ในปี 2015 ที่จะถึงนี้ นอกจากบริษัทน้ำมันในสหรัฐฯ แล้ว บริษัทน้ำมันในประเทศแคนาดาหลายบริษัท เช่น Husky Energy, MEG Energy และ Penn West Petroleum ก็ได้ประกาศลดค่าใช้จ่ายในปี 2015 เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในปีหน้าได้   - ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด สาขาฟิลาเดลเฟียได้เปิดเผยว่า ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเขตฟิลาเดเฟีย ได้ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 24.5 ในเดือนธ.ค. จาก 40.8 ในเดือนพ.ย. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้ที่ 27.0 จากตัวเลขดัชนีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมการผลิตในเขตฟิลาเดลเฟีย ยังคงขยายตัวแต่อยู่ในอัตราที่ชะลอตัว ในขณะที่ดัชนีราคาบ้านในประเทศจีนได้ลดลงต่อเนื่อง จาก -2.6% ในเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ -3.7% ในเดือนธันวาคมนี้   + อย่างไรก็ตาม เมื่อมาพิจารณาจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ พบว่า ปรับตัวลง 6,000 คน มาอยู่ที่ 289,000 คน ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงการจ้างงานในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ดี ในส่วนดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ที่เปิดเผยโดย Conference Board ได้ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 0.6 ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มของการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอัตราที่ดีในหลายเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนี ได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 104.7 ในเดือนพ.ย. มาอยู่ที่ 105.5 ในเดือนธ.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีซึ่งมีขนาดใหญ่สุดในยุโรป กำลังผ่านพ้นวิกฤติเมื่อช่วงต้นปีได้ ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสงค์ที่เบาบางในภูมิภาคเอเชียจากหลายประเทศมีนโยบายลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน   ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานที่ลดลงจากการลดลงของการส่งออกน้ำมันดีเซลจากประเทศจีนและไต้หวัน และอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศเวียดนามและแทนซาเนีย ทิศทางราคาน้ำมันดิบ   ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 53-58 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 58-63 เหรียญฯ ปัจจัยที่น่าจับตามอง   ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งภายในกลุ่มประเทศโอเปก หลังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบสูง อย่างเวเนซูเอลาและแอลจีเลีย พยายามผลักดันการจัดประชุมอย่างเร่งด่วนขึ้นก่อนที่จะมีการประชุมโอเปกครั้งต่อไปในเดือน มิ.ย. 58 เพื่อร่วมกันหามาตรการที่จะพยุงราคาน้ำมันดิบไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกมาประกาศกร้าวว่าโอเปกจะไม่มีการประชุมพิเศษหากไม่มีความจำเป็น และจะไม่ปรับลดเพดานการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันอาจจะดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 40 ดอลลาร์/บาร์เรลก็ตาม โดยเน้นย้ำว่าราคาน้ำมันดิบควรเป็นไปตามกลไกตลาดเท่านั้น   ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของรัสเซีย ผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลง เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลัก รวมถึงการอ่อนค่าลงของสกุลเงินรูเบิลที่มากสุดเป็นประวัติการณ์ และมาตรการคว่ำบาตรที่นานาชาติบังคับใช้ต่อ   จับตาทิศทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยล่าสุด นาย ซินโซ อาเบะ และ พรรคร่วมรัฐบาลผสม ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังรักษาที่นั่งเกินสองในสามเอาไว้ พร้อมทั้งติดตามว่ายุทธศาสตร์ “อาเบะโนมิกส์” หรือนโยบายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งกำลังกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งได้หรือไม่

สบน. เผย S&P ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ

สบน. เผย S&P ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า บริษัท Standard and Poor’s (S&P’s) S&P’s ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินตราต่างประเทศ (Long-term/ Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long-term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A-/A-2 พร้อมกับยืนยันแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบน ASEAN Regional Scale ระยะยาวที่ axAA และระยะสั้นที่ axA-1 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้ประเมินการเคลื่อนย้ายและความคล่องตัวในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศคงที่อยู่ในระดับ A S&P’s ให้เหตุผลว่า สถานะงบดุลภาคต่างประเทศและสภาพคล่องของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง ระดับหนี้ของรัฐบาลที่เหมาะสม รวมทั้งประวัติการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสนับสนุนต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในขณะที่การเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ต่ำโดยเปรียบเทียบและความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ปัจจัยที่ยังคงเป็นจุดแข็งต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ สถานการณ์ลงทุนระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งและระดับสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มากเพียงพอ นอกจากนี้ การเกินดุลการค้าและดุลการชำระเงินเป็นเวลานาน รวมทั้งการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากทำให้ประเทศไทยมีทุนสำรองสำหรับรองรับดุลบัญชีเดินสะพัดได้ถึง 7.3 เดือน ภาระหนี้ต่างประเทศสุทธิอยู่ในระดับปานกลางที่ร้อยละ 24 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ซึ่งเกือบร้อยละ 70 ของภาระหนี้ต่างประเทศโดยรวมมาจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการลงทุนในหลักทรัพย์) และประเทศไทยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิคิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ 10 ของรายได้บัญชีเดินสะพัด S&P’s คาดการณ์ว่า ตัวชี้วัดด้านสภาพคล่องจากต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีระดับลดลงเล็กน้อยจากผลของภาคการส่งออกที่หดตัว ในขณะที่กำลังมีการปรับโครงสร้างของสินค้าคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ S&P’s คาดการณ์ว่า ความต้องการระดมทุนจากต่างประเทศโดยรวมในอีก 3 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 70 ไปเป็นเกือบร้อยละ 80 ของรายรับที่ได้จากการส่งออกสินค้าและบริการในดุลบัญชีเดินสะพัด และทุนสำรองจะลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถรองรับรายจ่ายในดุลบัญชีเดินสะพัดได้ประมาณ 6 เดือน ซึ่งยังคงเป็นระดับที่แข็งแกร่ง สถานะทางการคลังที่มีการดำเนินนโยบายทางการคลังอย่างรอบคอบของไทยสะท้อนได้จากการเกินดุลขั้นต้นของรัฐบาลที่ยาวนาน ซึ่งทำให้สามารถรักษาระดับหนี้ของรัฐบาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แม้ว่าจะมีการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดทางเศรษฐกิจต่างๆ ในการนี้ S&P’s คาดการณ์ว่า หนี้สุทธิของรัฐบาลจะยังคงอยู่ในระดับเหมาะสมที่ประมาณร้อยละ 26 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลที่คิดเป็นประมาณร้อยละ 7 ของรายได้ของรัฐบาลนับเป็นข้อจำกัดต่อความยืดหยุ่นภาคการคลังของประเทศไทยในระดับปานกลาง อัตราเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 3 ซึ่งเสถียรภาพทางด้านราคาและระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวได้ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของประเทศไทยไว้ การขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนอยู่ในระดับปานกลางโดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 102 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปี 2550 เป็นร้อยละ 130 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในปี 2556 โดย S&P’s คาดว่า รัฐบาลจะทยอยชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อในประเทศตามโครงการรับจำนำข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยรัฐบาลได้ประเมินภาระทางการคลังดังกล่าวไว้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 3.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปี 2557 ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจนับเป็นจุดอ่อนต่ออันดับความน่าเชื่อของไทยในช่วงที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2549 ได้ชะลอการปฏิรูปด้านโครงสร้างและเป็นอุปสรรคต่อการใช้จ่ายเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะที่การประท้วงส่งผลเสียต่อภาคการท่องเที่ยว โดย S&P’s เห็นว่า ในระยะสั้นแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ร้อยละ 4 – 5 และรายได้ต่อหัวของประชากรจะสูงกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐ ในปี 2558 ทั้งนี้ รัฐประหารในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์ของประเทศกับคืนสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ความไม่ปรองดองทางสังคมและการเมืองยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่จะจัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รวมถึงความสามารถในการลดความแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคและทางชนชั้นอีกด้วย สำหรับ แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพสะท้อนถึงความคาดหวังของ S&P’s ว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาจุดแข็งด้านต่างประเทศ การคลัง และการเงินไว้ได้ ถึงแม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ S&P’s อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากเสถียรภาพทางการเมืองและองค์กรภาครัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ถดถอยลงเกินกว่าที่ S&P’s ประมาณการไว้ในช่วง 7 ปี ที่ผ่านมา รวมถึงหากปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากผู้นำทางการเมืองทุกกลุ่มสามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ S&P’s เชื่อว่า แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อินโฟเควสท์

สบน.เผยผลบริหารจัดการหนี้ภาครัฐประจำเดือนพ.ย.57

สบน.เผยผลบริหารจัดการหนี้ภาครัฐประจำเดือนพ.ย.57 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยผลการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2557 พบว่า การบริหารจัดการหนี้รัฐบาล ในผลการกู้เงินในประเทศของรัฐบาลเดือนพฤศจิกายน 2557 กระทรวงการคลังได้กู้เงิน และเบิกจ่ายเงินกู้ ดังนี้ 1.การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล จำนวน 9,970 ล้านบาท 2. การเบิกจ่ายเงินกู้ต่อให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จำนวน 37.82 ล้านบาท รวมถึงการเบิกจ่ายเงินกู้ต่อให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำโครงการรถไฟสายสีแดง จำนวน 13.10 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัย 8 สายทาง จำนวน 82.30 ล้านบาท 3. การเบิกจ่ายเงินกู้ จำนวน 960 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินบาททดแทนเงินกู้จากธนาคารโลก เพื่อใช้ในโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (DPL) ที่ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 วงเงิน 3,000 ล้านบาท ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาล ในเดือนพฤศจิกายน 2557 มีดังนี้ 1.พันธบัตรรัฐบาลที่ออกภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ พ.ศ. 2548 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 ที่ครบกำหนด จำนวน 36,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น (1) พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ 9,000 ล้านบาท และ (2) สัญญาเงินกู้ระยะสั้น 27,000 ล้านบาท 2.การทำธุรกรรมแลกพันธบัตร (Bond Switching) โดยกระทรวงการคลังดำเนินการแลกพันธบัตรที่ออกภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2551 รุ่น LB155A จำนวน 76,235.20 ล้านบาท กับพันธบัตรรัฐบาลที่เป็น Benchmark 4 รุ่น จำนวน 71,017 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมครั้งนี้ทำให้ยอดหนี้คงค้างของพันธบัตรรัฐบาลลดลง 5,218.02 ล้านบาท 3.การปรับโครงสร้างหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ครบกำหนดในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 ภายใต้ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูระยะที่สองฯ (FIDF 3) จำนวน 3,778.61 ล้านบาท โดยวิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 3,778.60 ล้านบาท และยืมเงินทดรองจ่ายจากบัญชีเงินฝากกระทรวงการคลัง (Premium FIDF 3) จำนวน 5,796 บาท ทั้งนี้ การรายงานการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาลจะไม่รวมการ Roll over ตั๋วเงินคลัง เนื่องจากการกู้เงินโดยการออกตั๋วเงินคลังเป็นการกู้ในรูปเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรักษาระดับเงินคงคลังให้เพียงพอกับการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยการกู้เงินในขณะหนึ่งจะไม่เกินวงเงินที่กำหนด โดย ณ ต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 มีวงเงินตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารเงินสดรับ-จ่ายของรัฐบาล จำนวน 90,500 ล้านบาท และกระทรวงการคลังจะทำการ Roll over ตั๋วเงินคลังที่ครบกำหนดตามอายุของตั๋วเงินคลังในแต่ละรุ่น อย่างไรก็ดี สำหรับการกู้เงินล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาลในเดือนพฤศจิกายน 2557 พบว่าในเดือนนี้ไม่มีการกู้เงินล่วงหน้า (Pre-funding) ส่วนการชำระหนี้ของรัฐบาลในเดือนพฤศจิกายน 2557 กระทรวงการคลังได้ชำระหนี้ จำนวน 17,044.09 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1.การชำระหนี้ของรัฐบาลจากงบประมาณ เป็นจำนวน 14,901.85 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้ - ชำระหนี้ในประเทศ 14,706.01 ล้านบาท แบ่งเป็นต้นเงิน 10,000 ล้านบาท และดอกเบี้ย 4,706.01 ล้านบาท - ชำระหนี้ต่างประเทศ 20.84 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าดอกเบี้ย 20.39 ล้านบาท และค่าธรรมเนียม 0.45 ล้านบาท - ชำระต้นเงินกู้ภายใต้ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ จำนวน 175 ล้านบาท ที่กระทรวงการคลังกู้มาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2.การชำระหนี้ของรัฐบาลจากแหล่งอื่น เป็นจำนวน 2,142.24 ล้านบาท ดังนี้ - การชำระหนี้ภายใต้ พ.ร.ก.ช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ (FIDF 1) จำนวน 1,778.53 ล้านบาท ซึ่งเป็นการชำระดอกเบี้ยทั้งจำนวน โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 2 - การชำระหนี้ภายใต้ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูระยะที่สองฯ (FIDF 3) จำนวน 363.71 ล้านบาท แบ่งเป็นการชำระต้นเงิน 27.91 ล้านบาท โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 1 ที่ได้รับจากการโอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ รวมถึงการชำระดอกเบี้ยจำนวน 335.80 ล้านบาท โดยใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 2 สำหรับ การบริหารจัดการหนี้รัฐวิสาหกิจ ในเดือนพฤศจิกายน 2557 รัฐวิสาหกิจไม่มีการกู้เงินในประเทศ ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ ในเดือนพฤศจิกายน 2557 รัฐวิสาหกิจได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศเป็นเงิน 51,430 ล้านบาท ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ไม่มีการบริหารจัดการหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ อินโฟเควสท์

รมว.คลัง ระบุข้อเสนอกดบาทอ่อนจะทำให้ค่าเงินขาดความน่าเชื่อถือ

รมว.คลัง ระบุข้อเสนอกดบาทอ่อนจะทำให้ค่าเงินขาดความน่าเชื่อถือ นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวถึงข้อเสนอแนะของนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ที่ให้ทางการลดค่าเงินบาทลงจากปัจจุบันราว 4 บาท เนื่องจากค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกให้มากขึ้นว่า หากมีการลดค่าเงินลง 4 บาท จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปกว่า 10% ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายต่อระบบการเงินโลก และส่งผลให้เงินบาทขาดความน่าเชื่อถือ "แต่ถ้าทำแบบนั้นประเทศอื่นอยากเร่งส่งออกบ้าง ก็ไปทำแบบนั้นได้ เช่น อินโดนีเซีย มันจะวุ่นกันทั่วโลก ค่าของเงินก็ขาดความน่าเชื่อถือ อยู่ๆ จะเจตนาลดอย่างนั้นได้อย่างไร ค่าเงินมันต้องเป็นไปโดยสภาพของประเทศ" รมว.คลัง กล่าว พร้อมระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทจะขึ้นอยู่กับสภาพของประเทศใน 3 ส่วนที่สำคัญ คือ 1. ขึ้นกับทุนสำรองว่ามีมากน้อยเพียงใด 2.ขึ้นกับดุลการชำระเงิน และ 3.ขึ้นกับความเชื่อมั่นทางการเมือง ซึ่งมองว่าโดยภาพรวมขณะนี้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินทั้งมูดี้ส์ และเอสแอนด์พี ซึ่งทั้ง 2 สถาบันไม่ได้ปรับลดมุมมองของประเทศไทยลงไปจากเดิม รมว.คลัง กล่าวว่า การบริหารจัดการค่าเงินสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ซึ่งในกรณีของรัสเซียนั้น เชื่อว่าถ้าไม่จำเป็น รัฐบาลรัสเซียคงไม่ตัดสินใจที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึง 17% จากเดิม 10.6% ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ คงไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการอะไร "ค่าเงินจัดการได้ในขอบเขตที่มีจำกัด จริงๆ เขาหลีกเลี่ยงที่จะทำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เช่นรัสเซียเขาจำเป็นเขาถึงต้องทำ แต่ของเรามันอยู่ในสถานการณ์ที่ปกติ พวกจัดเครดิต มองว่าเศรษฐกิจเราแข็ง ถ้าเกิดไปลดค่าเงินลง 10% พรุ่งนี้คงยุ่งกันใหญ่ ไม่ต้องลดถึง 10 กว่า% หรอก หากตั้งใจลดแค่ 2% ก็วุ่นแล้ว ท่านเจ้าสัวคงปรารถนาดีเกินไป อยากเห็นผลเร็วๆ" นายสมหมาย กล่าว โดยมองว่า การแนะนำของเจ้าสัวสหพัฒน์มาจากความหวังดี เนื่องจากท่านเองอยู่ในวงการการผลิตและการส่งออก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงค่าเงินจะมีผลต่อธุรกิจของท่านมาก แต่ท่านอาจจะขาดความเข้าใจในเรื่องระบบอัตราแลกเปลี่ยนว่ามันมีความสัมพันธ์กันทั่วโลก อินโฟเควสท์

คลัง ปลื้ม!Q4 เบิกจ่าย 9 แสนล้าน แรงหนุนจีดีพีโค้งสุดท้ายชี้ 58 ไทยเจอ 4 ปัจจัยเสี่ยง

คลัง ปลื้ม!Q4 เบิกจ่าย 9 แสนล้าน แรงหนุนจีดีพีโค้งสุดท้ายชี้ 58 ไทยเจอ 4 ปัจจัยเสี่ยง ไทยโพสต์ * คลังสุดปลื้ม เบิกจ่ายไตรมาสแรกปีงบ 58 กว่า 9 แสนล้านบาท ฟุ้งเป็นพลังขับเคลื่อนจีดีพีโค้งสุดท้ายปลายปี 57 ลุ้นไตรมาส 2 แรงไม่ตก ศูนย์วิจัยซีไอเอ็มบีชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเจอ 4 เสี่ยง! สงครามค่าเงิน วิกฤติรัสเซีย น้ำมันตกต่ำ ลงทุนภาครัฐล่าช้า นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า การ เบิกจ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐ กิจของรัฐบาลในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 มีจำนวน 9 แสนล้านบาท เป็น การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 จำนวน 7.25 แสนล้าน บาท หรือ 30% ของงบประ มาณทั้งหมด ที่เหลือเป็นการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ 6.1 หมื่นล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท และเงินช่วยเหลือชาวนาอีก 3.3 หมื่นล้านบาท และงบเหลื่อมปี "จำนวนเงินที่เบิกจ่าย ถือว่าสูงมากพอ ทำให้มีพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปี 2557 ซึ่งการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ หรือไตรมาสแรกปี 2558 คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับเดียวกัน เนื่องจากมีโครงการที่มีการเซ็นสัญญาแล้ว และอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายอีกจำนวนมาก" นายวิสุทธิ์กล่าว นายวิสุทธิ์กล่าวว่า กระ ทรวงการคลังได้เรียกหน่วยราชการ 9 แห่ง และรัฐวิสาห กิจอีก 8 แห่ง ที่มีงบลงทุนจำ นวนมาก มาหารือถึงอุปสรรคการเบิกจ่าย เพื่อช่วยหาทางแก้ไข นายสมหมาย ภาษี รมว. การคลัง กล่าวว่า ได้ให้นโย บายกับหน่วยงานต่างๆ ว่า ให้คิดการแก้ปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้าแบบใหม่ ต้องใช้ดิจิทัลเข้ามาแก้ปัญหาการเบิกจ่าย จะช่วยจัดการตั้งแต่การเริ่มดำเนินโครงการ ไปจนถึงเบิกจ่ายให้เป็นระบบรวดเร็วไม่ซ้ำซ้อน นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐ กิจไทยกำลังจะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในปี 2558 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตลาดเงิน และตลาดทุน โดยครั้งนี้จะเป็นปัจจัยจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ค่าเงิน รัสเซีย และ น้ำมัน ซึ่งไทยจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องเตรียมรับมือให้ดี "ปีหน้ามีความเสี่ยงว่าสงครามค่าเงินกำลังจะประทุในภูมิภาคอาเซียน และไทยเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อสงครามค่าเงิน เนื่องจากไทยเผชิญปัญหาการส่งออกหดตัว และการอ่อนค่าของเงินบาท ไม่ได้ช่วยให้ภาคการส่งออกเกิดความสามารถในการแข่งขัน และก่อนหน้านี้เงินเยนอ่อนค่าแรง จนส่งผลให้ประเทศที่ ส่งออกสินค้าคล้ายกับญี่ปุ่นเสียความสามารถในการส่งออก และหากสหรัฐมีการขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ถึงระดับ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2558 และหาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ย อาจได้เห็นค่าเงินบาทแตะระดับ 36.00 ต่อดอลลาร์สหรัฐได้" นายอมรเทพกล่าว ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียมีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า หลังจากที่ถูกสหภาพยุโรปใช้มาตรการคว่ำบาตร อีก ทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องทำให้รัฐบาลรัสเซียสูญเสียรายได้หลัก ขณะที่ความเสี่ยงในประเทศ เรื่องสำคัญคือความ รวดเร็วในการเบิกจ่ายงบลงทุน ภาครัฐ หากทำได้จะช่วยฟื้น เศรษฐกิจไทยได้ แต่ต้องติดตาม อย่างใกล้ชิดต่อไป ทำให้คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 จะเติบโตช้า แม้จะมีการลงทุนภาครัฐเป็นพระ เอก แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และไทยเผชิญปัญหาการบริโภคและหนี้ครัวเรือน จึงได้ปรับประมาณการจีดีพีปี 2558 มาอยู่ที่ 3.3% จากเดิมมองไว้ที่ 4.5%. คลังเผยไตรมาสแรกปีงบ 58 รัฐเบิกจ่ายได้ราว 9 แสนลบ.ช่วยกระตุ้นศก.ช่วงท้ายปี นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ 9 หน่วยราชการ และ 8 รัฐวิสาหกิจ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณว่า ในไตรมาสแรกปีงบ 58 (ต.ค.-ธค.57)รัฐบาลสามารถเบิกจ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ราว 9 แสนล้านบาท แบ่งเป็น งบรายจ่ายประจำ และงบลงทุนรวมอยู่ที่ 7.25 แสนล้านบาท และรวมกับการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ 6.1 หมื่นล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน 8 หมื่นล้านบาท และเงินช่วยเหลือชาวนาอีก 3.3 หมื่นล้านบาท รวมถึงงบเหลื่อมปี "จำนวนเงินที่เบิกจ่ายดังกล่าวถือว่าสูงมากพอ ทำให้มีพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปี 2557" รมช.คลัง กล่าว ขณะที่คาดว่าการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 58 (ม.ค.-มี.ค.58) จะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับเดียวกัน เนื่องจากมีโครงการที่มีการเซ็นสัญญาแล้วและอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายอีกจำนวนมาก "คลังได้เรียกหน่วยราชการ 9 แห่ง และรัฐวิสาหกิจอีก 8 แห่ง ที่มีงบลงทุนจำนวนมากมาหารือ ถึงอุปสรรคการเบิกจ่ายเพื่อช่วยหาทางแก้ไข ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การเบิกจ่ายสามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น" รมช.คลังกล่าว ขณะที่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า การเบิกเงินใช้จ่ายของรัฐบาลไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 58 ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้ แต่ยังมีปัญหาขั้นตอนการเบิกจ่ายและความซ้ำซ้อนในการดำเนินการเบิกจ่าย จึงได้ให้นโยบายกับหน่วยงานต่างๆ ว่า ให้คิดการแก้ปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้าแบบใหม่ โดยดึงวิธีดิจิทัลเข้ามาแก้ปัญหาการเบิกจ่าย อินโฟเควสท์


   
×

Message

Warning: file_get_contents(http://www.newsdatatoday.com//index.php?option=com_multicontent&c=multicontents&task=article&type=single&id=59647&md5=fe1b37bd85deb53e118526c2e237e208): failed to open stream: HTTP request failed! HTTP/1.1 404 Not Found in /home/mtmultim/domains/powertimetoday.com/public_html/components/com_multicontent_client/helper/helper.php on line 49
   
   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
© ALLROUNDER