FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


เกษตรฯแจก 10 พันธุ์ข้าวพระราชทาน สร้างขวัญกำลังใจเกษตรกรพระราชพิธีแรกนาขวัญ

เกษตรฯแจก 10 พันธุ์ข้าวพระราชทาน สร้างขวัญกำลังใจเกษตรกรพระราชพิธีแรกนาขวัญ แนวหน้า : นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีโบราณที่สืบทอดกันมาช้านาน เพื่อความเป็นสิริมงคล บำรุงขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ประกอบด้วย 2 พระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้ปลอดจากโรคและเจริญงอกงามสมบูรณ์ จากนั้นจึงเริ่มพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันถัดมา ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ เริ่มต้นด้วยการไถหว่านเมล็ดข้าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อันเป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ฤดูกาลทำนาและ เพาะปลูกประจำปีแล้ว อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า งาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2559 ตรงกับวันที่ 8-9 พฤษภาคม โดยปีนี้กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานในฤดูนาปี 2558 ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ จำนวน 10 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,667 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวนาสวน จำนวน 7 พันธุ์ ได้แก่ 1.ปทุมธานี 1 จำนวน 175 กิโลกรัม 2.สังข์หยดพัทลุง จำนวน 42 กิโลกรัม 3.ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 305 กิโลกรัม 4.กข41 จำนวน 237 กิโลกรัม 5.กข6 จำนวน 313 กิโลกรัม 6.กข57 จำนวน 680 กิโลกรัม และ 7) กข61 จำนวน 665 กิโลกรัม ข้าวไร่ จำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ 1.ดอกพะยอม จำนวน 52 กิโลกรัม 2.ซิวแม่จัน จำนวน 122 กิโลกรัม และ 3.ลืมผัว จำนวน 76 กิโลกรัม ทั้งนี้ กรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก เพื่อใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2559 ได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และแปลงนาสาธิตในพระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา และบรรจุใส่ถุงเงินถุงทอง ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 กิโลกรัม กข57 จำนวน 30 กิโลกรัม และ กข61 จำนวน 30 กิโลกรัม สำหรับ พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานคงเหลือ จำนวน 2,477 กิโลกรัม ทางกรมการข้าวได้แบ่งบรรจุในซองพลาสติก จำนวน 360,000 ซอง แจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญและ สิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรตามประเพณีนิยมต่อไป

เกษตรฯ เตรียมทดสอบการออกหนังสือใบกำกับซื้อขายสัตว์น้ำผ่านสมาร์ทโฟน

เกษตรฯ เตรียมทดสอบการออกหนังสือใบกำกับซื้อขายสัตว์น้ำผ่านสมาร์ทโฟน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การสะพานปลาได้พัฒนาโปรแกรม E-MCPD ได้ประสบความสำเร็จในการจัดทำโปรแกรม E-MCPD ซึ่งเป็นระบบการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถใช้บริการผ่าน Smart phone หรือ Tablet ด้วย Applicationที่ออกแบบโดยโปรแกรมเมอร์ขององค์การสะพานปลา เพื่อตอบโจทย์การออกเอกสาร ใบกำกับการซื้อ-ขายสัตว์น้ำ (Marine Catch Purchasing Document : MCPD) ให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งองค์การสะพานปลาได้เลือกท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต เป็นท่าเทียบเรือนำร่องโปรแกรมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกใบกำกับการซื้อ-ขายสัตว์น้ำ (Marine Catch Purchasing Document : MCPD) ซึ่งเป็นหลักฐานเพื่อการสืบค้นที่มาของสัตว์น้ำตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 “ระบบ E- MCPD ถือเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบในการซื้อ – ขายสัตว์น้ำ เพื่อการบริโภคภายในประเทศ และการแปรรูปเพื่อการส่งออก นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะแก้ปัญหาด้านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ( Traceability) ของสินค้าสัตว์น้ำไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบ E-MCPD ได้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 59 นี้ ที่สำนักงานท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต" พลเอกฉัตรชัย กล่าว อินโฟเควสท์

ก.เกษตรฯ ประกาศพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวปี 59/60 ทั่วปท. 62.12 ล้านไร่ เป็นนาปี 57.41 นาปรัง 4.71 ล้านไร่

ก.เกษตรฯ ประกาศพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวปี 59/60 ทั่วปท. 62.12 ล้านไร่ เป็นนาปี 57.41 นาปรัง 4.71 ล้านไร่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรปี 2559/60 ว่า ในฤดูนาปี ปี 2559/60 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายการส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี รวมทั้งประเทศ 57.41 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิต 24.01 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งแบ่งพื้นที่ปลูกตามกลุ่มสินค้าข้าว 5 ชนิด ดังนี้ 1. ข้าวหอมมะลิ พื้นที่ปลูก 26.57 ล้านไร่ ผลผลิต 9.38 ล้านตันข้าวเปลือก 2. ข้าวหอมปทุมธานี พื้นที่ปลูก 1.23 ล้านไร่ ผลผลิต 0.85 ล้านตันข้าวเปลือก 3. ข้าวเจ้า พื้นที่ปลูก 14.32 ล้านไร่ ผลผลิต 8.01 ล้านตันข้าวเปลือก 4. ข้าวเหนียว พื้นที่ปลูก 15.07 ล้านไร่ ผลผลิต 5.69 ล้านตันข้าวเปลือก 5. ข้าวอื่นๆ (ข้าวสี และข้าวอินทรีย์) พื้นที่ปลูก 0.22 ล้านไร่ ผลผลิต 0.08 ล้านตันข้าวเปลือก สำหรับ แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรปี 2559/60 กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดอุปสงค์ข้าวไว้ปริมาณ 25.01 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดอุปทาน 27.17 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งมากกว่าอุปสงค์เล็กน้อย เพื่อเป็นการเผื่อไว้กรณีแปลงนาประสบภัยธรรมชาติ การระบาดทำลายของศัตรูข้าว และเผื่อเหลือเผื่อขาด แบ่งเป็นฤดูนาปี ปริมาณ 23.29 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นพื้นที่ 55.81 ล้านไร่ และฤดูนาปรัง ปริมาณ 3.88 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นพื้นที่ 5.79 ล้านไร่ นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กำหนดแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ออกเป็น 5 ช่วง ประกอบด้วย 1) การกำหนดอุปสงค์และอุปทาน 2) ช่วงการผลิต โดยการประกาศพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี พิจารณาร่วมกับแผนที่เกษตรเพื่อบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) หากพื้นที่จังหวัดใดมีการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการปลูกข้าว โดยให้มีการรวมกลุ่มชาวนา เพื่อจัดทำโครงการขอรับการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การบริหารจัดการน้ำเครื่องจักรกลการเกษตร การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาชาวนา และมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 3) ช่วงการเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว โดยให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและมาตรฐานโรงสี การพัฒนาส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพ Q ครบวงจร และการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร 4) การตลาดในประเทศ โดยให้มีการทบทวนมาตรฐานข้าวหอมมะลิการส่งเสริมการบริโภคข้าว มาตรการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อสร้างความเข้มแข็งของกลไกลตลาด การพัฒนาตลาดสินค้าข้าวทีมีศักยภาพในการสร้างมูลค่า (ข้าวสี ข้าวGI ข้าวอินทรีย์ )และจัดทำมาตรฐาน Fair Trade เพื่อการแข่งขันในตลาดโลก 5) การตลาดต่างประเทศ โดยเปิดการเจรจาตลาดต่างประเทศรักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่ ขยายตลาดข้าวคุณลักษณะเฉพาะให้มากขึ้น เสริมสร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ด้านนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการจัดการปัจจัยการผลิตในช่วงฤดูนาปี ซึ่งมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวปริมาณ 826,732 ตัน กรมการข้าวสามารถผลิตได้ 56,970 ตัน สหกรณ์การเกษตร จำนวน 31,190 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 49,448 ตัน และผู้ประกอบการ จำนวน 105,768 ตัน ส่วนที่เหลืออีก จำนวน 583,356 ตัน กรมการข้าวได้ส่งเสริมให้ชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง พร้อมกันนี้ได้มีการประกาศลดราคาปุ๋ยเคมีสำหรับนาข้าวลงกระสอบละ 10 – 30 บาท และให้มีการจัดสรรน้ำเสริมจากปริมาณน้ำฝนหรือน้ำท่าในแต่ละพื้นที่ให้เพียงพอต่อการปลูกข้าว ในพื้นที่ชลประทาน จำนวน 23 ล้านไร่ ซึ่งการดำเนินงานในครั้งนี้จะส่งผลให้ปริมาณการผลิตข้าวมีความสมดุลกับความต้องการของตลาด ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อินโฟเควสท์

ก.เกษตรฯ จับตาโอกาสสินค้าเกษตรไทย ภายหลังอิหร่านได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร

ก.เกษตรฯ จับตาโอกาสสินค้าเกษตรไทย ภายหลังอิหร่านได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ไทยมีโอกาสเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรได้อีกมาก หลังการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เล็งพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าร่วมกัน เผย ที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอิหร่านมาโดยตลอด โดยเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับไทยอันดับที่ 71 ของไทย  นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะร่วมมือกันได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยในส่วนของการค้าสินค้าเกษตร สินค้าข้าว ถือเป็นสินค้าที่มีโอกาสในการเปิดตลาดในอิหร่าน รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรในสาขาต่างๆ ทั้งสาขาปศุสัตว์ ดิน และน้ำ การกักกันและป้องกันโรคพืช พืชไร่ พืชสวน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตร รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในอนาคต  ภายหลังอิหร่านได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ ไทยและอิหร่าน ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม วิชาการ เกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ (Joint Commission - JC) ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 22-25 มกราคม 2559 ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ทำให้ไทยมีโอกาสเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรได้อีกมากขึ้น  ด้านนางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน อิหร่านเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับไทยอันดับที่ 71 ของไทย โดยในระหว่างปี 2556 - 2558 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ยปีละ 2,178 ล้านบาท ส่งออกเฉลี่ยปีละ 2,038 ล้านบาท และนำเข้าเฉลี่ยปีละ 140 ล้านบาท ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอิหร่านมาโดยตลอด สินค้าเกษตรที่ส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำสับปะรด ข้าวโพดหวาน สับปะรดปรุงแต่ง ข้าว พืชผักผลไม้ แช่อิ่ม เชื่อมหรือฉาบ ของปรุงแต่งอื่นๆชนิดที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ (นอกจากอาหารสุนัขหรือแมว) อาหารปรุงแต่ง และผลไม้แห้ง ส่วนสินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์จากถั่ว (เช่น ลูกนัตแห้ง) เครื่องในที่บริโภคได้ของสัตว์จำพวกโคกระบือแช่แข็ง อินทผลัมสดหรือแห้ง พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และมะเดื่อสดหรือแห้ง   ทั้งนี้ อิหร่านเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีกมาก เป็นประเทศที่สามารถพึ่งพาตนเองได้หลายด้าน ทั้งด้านอาหาร เทคโนโลยี แม้อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นเวลาหลายปี แต่อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรประมาณ 80 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางนำเข้าสินค้าไปยังภูมิภาคเอชียกลางซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล รวมถึงตลาดอิหร่านมีความต้องการสินค้าเกษตรที่หลากหลาย เช่น ไก่ กุ้ง ปลากระป๋อง น้ำผลไม้ ข้าวโพด และยางพารา เป็นต้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ากับอิหร่าน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ก.เกษตรฯ ร่วมเดินหน้าผลักดันความตกลง ไทย-ปากีสถาน เผยตัวเลขมูลค่าสินค้าเกษตรรวมกันเฉลี่ย 3.37 พันล้านบาทต่อปี

ก.เกษตรฯ ร่วมเดินหน้าผลักดันความตกลง ไทย-ปากีสถาน เผยตัวเลขมูลค่าสินค้าเกษตรรวมกันเฉลี่ย 3.37 พันล้านบาทต่อปี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย -ปากีสถาน หรือ PATHFTA สู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าและสถิติการค้าระหว่างกัน พร้อมเตรียมเจรจาร่วมอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมนี้ ด้านมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร (ไม่รวมยางพารา) ในปีช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยและปากีสถานมีมูลค่าการค้าเฉลี่ย 3,370 ล้านบาทต่อปี นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถาน (PATHFTA) ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างรอบการเจรจา ผ่านระบบ VDO Conference เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 โดย ผู้แทน สศก. พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เข้าร่วม ซึ่งการประชุมเจรจาดังกล่าว ประกอบด้วยการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า และคณะทำงาน 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) การค้าสินค้า (2) การเยียวยาทางการค้า (3) กระบวนการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และ (4) ประเด็นด้านกฎหมายและสถาบัน สำหรับ ความคืบหน้าในการประชุมระหว่างรอบผ่านระบบ VDO Conference ทั้ง 2 ฝ่ายได้ติดตามการพิจารณาประเด็นคงค้าง ได้แก่ การเปิดตลาดการค้าสินค้า ร่างข้อบทความตกลงฯ เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมเจรจาความตกลง PATHFTA ครั้งที่ 3 ที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ไทยและปากีสถาน ได้มีการประชุมเจรจาความตกลง PATHFTA ระหว่างกันไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อเดือนกันยายน 2558 และเดือนมกราคม 2559 ตามลำดับ โดยมีเป้าหมายดำเนินการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 โดยฝ่ายไทยและปากีสถานได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าและสถิติการค้าระหว่างกัน และอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างข้อบทภายใต้ความตกลง PATHFTA รวมถึงรูปแบบการเปิดตลาดสินค้า อนึ่ง ในส่วนของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร (ไม่รวมยางพารา) ในปีช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2556 - 2558) ไทยและปากีสถานมีมูลค่าการค้าเฉลี่ย 3,370 ล้านบาทต่อปี (อัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 14.92 ต่อปี) โดยไทยมีมูลค่าส่งออกเฉลี่ย 1,632 ล้านบาท และมีมูลค่านำเข้าเฉลี่ย 1,738 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ ได้แก่ เมล็ดพืชผัก ข้าวโพดสำหรับทำพันธุ์ สับปะรดปรุงแต่ง อาหารปรุงแต่ง ในขณะที่สินค้าเกษตรนำเข้าสำคัญ ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำแช่เย็น/แช่แข็ง เครื่องดื่ม และกากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
002103456
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987654407
1612
1698
2081943
1698
86204
2103456
Your IP: 54.147.21.120
Mon, 02 May 2016 01:21:29 +0000
   
© ALLROUNDER