FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำผิด 3 ราย กรณีประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำผิด 3 ราย กรณีประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคล 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัทโปรเฟสชั่นแนล พอร์ทโฟลิโอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือProfessional Portfolio International Ltd.(PPI) (2)Mr. Eric JordanหรือMr. Eric Jack Jordanหรือนายอีริค แจค จอร์แดน ในฐานะกรรมการPPIและในฐานะส่วนตัว และ (3)Mr. Gary Bradfordกรณีร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(ปอศ.) ก.ล.ต. ได้รับการร้องเรียนจากผู้ลงทุนชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทยว่า ได้รับการติดต่อชักชวนจากPPIซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 209/1 อาคารเค ทาวเวอร์ อาคาร บี ยูนิต 4 ชั้น 19 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ย้ายเงินบำนาญในต่างประเทศมาลงทุนตามคำแนะนำและบริหารจัดการของPPIเพื่อประโยชน์ทางด้านภาษี และรับผลตอบแทนระยะยาว โดยผู้ลงทุนดังกล่าวหลงเชื่อลงทุนตามคำแนะนำและต่อมาได้รับความเสียหายจากการลงทุนดังกล่าว นอกจากนี้PPIยังใช้เว็บไซต์www.ppi-advisory.comโฆษณาชวนเชื่อว่ามีทีมผู้แนะนำที่มากด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สามารถช่วยให้คำแนะนำและจัดการลงทุนที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้าอีกด้วย จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามกฎหมาย เป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา90แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา289แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน คือ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ก.ล.ต. จึงได้กล่าวโทษบุคคลทั้ง 3 ราย ต่อ ปอศ. เพื่อดำเนินคดีต่อไป และขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนกับบุคคลกลุ่มนี้ แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมไปยัง ปอศ. ที่โทรศัพท์0-2237-1199เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นายวสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า “ปัจจุบันมีการชักชวนประชาชนในหลากหลายรูปแบบ โดยอ้างการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนปกติทั่วไป มีการรับประกันเงินลงทุน อ้างอิงสกุลเงินต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือแอบอ้างว่าเป็นบริษัทที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจาก ก.ล.ต. หรือเป็นเครือข่ายของบริษัทต่างประเทศไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นต้น ซึ่งมีผู้เสียหายแล้วจำนวนมากจากหลายกรณี ที่ผ่านมา จึงขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หากเป็นการชักชวนให้ลงทุนในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมันดิบ สามารถตรวจสอบว่าผู้ชักชวนดังกล่าวได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือ ก.ล.ต. หรือไม่ ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต.www.sec.or.thภายใต้หัวข้อLicense Checkหากพบบุคคลที่น่าสงสัยว่าทำธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แจ้งเบาะแสมาที่ ก.ล.ต. ที่โทร.1207เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป”

พรุ่งนี้ลงต่อ หวั่นหนี้กรีซ ศก.จีนชะลอตัว แต่มั่นใจครึ่งปีหลังมีลุ้นแตะ 1,600-1,640จุด แนะลุยหุ้นขนาดกลาง

โบรกฯ คาดพรุ่งนี้ลงต่อ หวั่นหนี้กรีซ ศก.จีนชะลอตัว แต่มั่นใจครึ่งปีหลังมีลุ้นแตะ 1,600-1,640จุด แนะลุยหุ้นขนาดกลาง  โบรกฯ คาดพรุ่งนี้หุ้นไทยลงต่อ จากแรงกดดันปัญหาหนี้กรีซ-ค่าเงินดอลล์แข็งค่ากดราคาน้ำมันโลก ทั้งหวั่นศก. จีนชะลอตัว แต่ครึ่งปีหลังยังคงเป้าหมายเดิมที่ 1,600-1,640จุด รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติจ่อซื้อสุทธิในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.58 แนะซื้อ DEMCO-GUNKUL-CK-STEC-SCC-ADVANC-INTUCH-WORK-LPN-CPF    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลก ที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาหนี้กรีซ หลังจากผลการลงประชามติไม่รับข้อเสนอเงื่อนไขจากกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อแลกรับความช่วยเหลือด้วยอัตราส่วนร้อยละ 61 ต่อร้อยละ 39 ซึ่งทำให้กลุ่มเจ้าหนี้จะประชุมนอกรอบเพื่อหารือร่วมกันผ่านทางโทรศัพท์ในวันพรุ่งนี้ และล่าสุดวันนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังกรีซก็เพิ่งจะลาออกจากต่ำแหน่ง โดยสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ การประชุมรอบถัดไปของสหภาพยุโรป (ECB Meeting) ในวันที่ 16 ก.ค. ก่อนที่จะครบกำหนดชำระหนี้คืนของกรีซในวันที่ 20 ก.ค. นี้ และผลประชามติก็ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น กดดันต่อสินค่าโภคภัณฑ์ อย่าง น้ำมัน และทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงไปด้วย    ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนที่ปรับลงแรง จากปัญหาเฉพาะตัว จนทำให้ทางการจีนต้องสั่งระงับหุ้น IPO อย่างไม่กำหนด เพื่อสงวนสภาพคล่องในตลาดฯ และบริษัทหลักทรัพย์ 21 แห่งร่วมกันจัดตั้งกองทุนพยุงราคาหุ้น 19 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของตลาดหุ้นจนทำให้มีแรงขายด้วยความตื่นตระหนก หรือ panic sell ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีฯ สามารถพลิกกลับมาปิดแดนบวกได้ แต่อย่างไรก็ตาม มองว่า หากจีนเกิดปัญหาจริง จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากว่าปัญหาหนี้กรีซ ด้วยจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก    สำหรับ พรุ่งนี้ คาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลงต่อ ด้วยปัจจัยลบจากปัญหาหนี้กรีซ ความไม่แน่นอนนับจากนี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วกรีซจะหาทางออกร่วมกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งส่งผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันราคาน้ำมันโลกให้ปรับตัวลง ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน    ด้านกลยุทธ์ แนะซื้อหุ้นขนาดกลางที่มีปัจจัยเฉพาะตัว อาทิ DEMCO-GUNKUL หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ อย่าง CK-STEC-SCC หุ้นที่อิงกับ SET ต่ำ อย่าง ADVANC-INTUCH และหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการ Q2/58 จะออกมาดี อาทิ WORK-LPN-CPF พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,464-1,459 จุด แนวต้าน 1,485 จุด    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ คาดว่า ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,460-1,490จุด เพื่อรอความชัดเจนจากการประชุมยูโรโซนในคืนนี้วันนี้ รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินฉุกเฉินของECB หากมีการขยายเพดานเม็ดเงินเงินช่วยเหลือจะส่งผลดีตลาดหุ้นทั่วโลก    ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป้าหมายเดิมที่ 1,600-1,640จุด โดยคาดว่า จะได้แรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติที่จะทยอยเข้าซื้อสุทธิในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.58 เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เตรียมทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย.58 ส่งผลให้มีการย้ายสินทรัพย์จากพันธบัตรทั่วโลก เข้ามาในตลาดหุ้นทั่วโลก ที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย    "ในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าเป็นจุดพีคของตลาดหุ้นไทยเพราะได้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก "นายณัฐชาตกล่าว    กลยุทธ์การลงทุน แนะสะสมหุ้นเมื่อดัชนีใกล้เคียง 1,470จุด เน้นหุ้นกลุ่มพลังงาน-ปิโตเคมี และหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากที่ปรับตัวลงแรงคาดว่าะจเกิดเทคนิครีบาวน์ได้ในช่วงสั้น สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ดัชนี ปิดบ่ายนี้ที่ 1,473.23 จุด ลดลง 16.36 จุด ซื้อขาย 32,145.05 ล้านบาท

ภาวะตลาดหุ้นไทย : ปิดร่วง 16.36 จุด ตามตลาดภูมิภาค รับ Sentiment ลบจากเรื่องกรีซเป็นหลัก ตลาดหลักทรัพย์ ดัชนี ปิดบ่ายนี้ที่ 1,473.23 จุด ลดลง 16.36 จุด ซื้อขาย 32,145.05 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,482.23 จุด และทำระดับต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,470.37 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 188 หลักทรัพย์ ลดลง 724 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 171 หลักทรัพย์ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลง เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ หลังผลการลงประชามติของกรีซที่ออกมาว่า"คัดค้าน"มาตรการรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้ แต่อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นเพียงผลกระทบด้าน Sentiment การลงทุนเท่านั้น โดยหาก มองถึงปัจจัยพื้นฐานนั้นพบว่าไทยมีการส่งออกไปยังกรีซในสัดส่วนเพียง 0.06% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด 12% ที่ประเทศไทยส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ดังนั้นจึงไม่เป็นผลกระทบมากนักต่อการส่งออกของไทย ส่วนปัจจัยภายในประเทศยังต้องติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/58 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมา ในช่วงนี้ที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดการณ์ว่าจะออกมาต่ำกว่าไตรมาส 1/58 "ปัญหาเรื่องกรีซนั้นเป็นผลกระทบด้าน Sentiment เพราะหลาย ๆ ฝ่ายมองว่าอาจจะกระทบต่อการส่งออก แต่หากมาดูจริงๆแล้ว สัดส่วนการส่งของไทยไปยังกรีซนั้นมีเพียงแค่ 0.06% ก็คงไม่เป็นผลกระทบมากนัก และการที่เกิดปัญหาแบบนี้ก็ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ก็จะมาช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งส่งผลให้ส่งออกไปยังสหรัฐฯน่าจะปรับตัวดีขึ้น สำหรับความกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกนั้นก็คงอาจจะมีแรงขายออกไปบ้าง แต่คงไม่มากแล้ว เพราะปัจจุบันเองเงินทุนต่างชาติที่เหลือในประเทศไทยก็มีไม่มากแล้ว"นายเทิดศักดิ์ กล่าว แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้(7 ก.ค.) นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า ตลาดฯคงจะผันผวนต่อเนื่อง โดยแนะนำนักลงทุนระยะยาว หากดัชนีปรับตัวลดลงไปใกล้ระดับ 1,450 จุด ก็เป็นช่วงเหมาะสมในการทยอยเข้าซื้อหุ้นสะสม โดยให้เลือกหุ้นกลุ่มที่มีอัตราเงินปันผลในระดับสูง พร้อมให้แนวรับ 1,450 จุด ส่วนแนวต้าน 1,480-1,500 จุด ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ TASCO มูลค่าการซื้อขาย 2,346.56 ล้านบาท ปิดที่ 23.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,708.68 ล้านบาท ปิดที่ 179.00 บาท ลดลง 1.50 บาท PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,467.54 ล้านบาท ปิดที่ 347.00 บาท ลดลง 7.00 บาท IRPC มูลค่าการซื้อขาย 1,142.35 ล้านบาท ปิดที่ 4.18 บาท ลดลง 0.20 บาท TPIPL มูลค่าการซื้อขาย 1,134.40 ล้านบาท ปิดที่ 2.88 บาท ลดลง 0.18 บาท อินโฟเควสท์

เมียวดี เมียนมา 'ขุมทองแม็คเคนน่า'ของไทย

เมียวดี เมียนมา 'ขุมทองแม็คเคนน่า'ของไทย มติชนออนไลน์ : นายติ่น ส่วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการโรงแรม นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และผู้ประกอบการในอำเภอเเม่สอด สินค้าไทยในเมืองมะละเเหม่ง เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 ถูกออกแบบให้เป็นโครงการต้นแบบ ถือว่ามีความน่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีอัตราการเติบโตอย่างมาก เพราะจากภูมิประเทศชายแดนติดประเทศเมียนมา ในบริเวณด่านชายแดนแม่สอด-เมียวดี สามารถเชื่อมโยงการค้าต่อไปยังเมืองต่างๆ ของเมียนมาได้อย่างสะดวก หากนับจากด่านศุลกากรเมืองสอด ไปเมืองผาอัน หรือเมืองผะอันในภาษาเมียนมา เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง จะมีระยะเพียง 153 กิโลเมตร (กม.) หรือห่างจากเมืองมะละแหม่ง หรือเมาะลำเลิง เมืองหลวงของรัฐมอญ เมืองท่าและเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศเมียนมา ระยะทางเพียง 177 กม. หรือสามารถเดินทางไปยังไจทีโย หรือแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยที่รู้จักในชื่อพระธาตุอินแขวน ด้วยระยะทาง 300 กม.เท่านั้น นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางต่อไปยังนครย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวง ปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของเมียนมา ได้ด้วยระยะทาง 454 กม. กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงปัจจุบันและเมืองใหญ่อันดับ 2 ของเมียนมา ด้วยระยะทาง 632 กม. หรือต่อไปยังเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของเมียนมา ด้วยระยะทาง 889 กม. สมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างด่านชายแดนแม่สอดกับเมืองอื่นๆ ในเมียนมา พร้อมกันนี้ อู เท อ่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการโรงแรม ประเทศเมียนมา ยังได้มีหนังสือเชิญมายังทางจังหวัด ในการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ทางด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศ ทางจังหวัดจึงได้จัดคณะทั้งจากผู้แทนหน่วยงานราชการ ที่ปรึกษาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจตามเส้นทางถนนสายเอเชีย เชื่อมต่อระหว่างด่านชายแดนแม่สอด-เมียวดี ผ่านไปยังเมืองผาอัน เมืองมะละแหม่ง และไจทีโย เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ พ่อเมืองตาก บอกว่า ในด้านของการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา เปรียบได้กับ "ขุมทองแม็คเคนน่า (MacKenna?s Gold)" ที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลจากความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าของเมียนมา โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และผงชูรสกว่า 80-90% เป็นสินค้านำเข้าจากไทย มีเพียงจำนวนน้อยที่นำเข้าจากจีน เนื่องจากปัญหาคุณภาพของสินค้า โดยสินค้าไทยยังมีโอกาสอีกมากทั้งในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อาทิ หม้อหุงข้าว และพัดลม ถึงแม้ว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่จะเป็นของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่ก็ตาม รวมทั้งตลาดรองเท้าก็ยังมีความน่าสนใจที่ไทยจะไปเจาะตลาด เนื่องจากรองเท้าที่เมียนมายังขาดความหลากหลาย ต่างจากธุรกิจเสื้อผ้าที่มีการแข่งขันกันสูง และตลาดรองเท้ายังมีขนาดใหญ่ เนื่องจากวัฒนธรรมของเมียนมาจะนิยมใช้รองเท้าแตะในชีวิตประจำวัน ทั้งงานที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ "นอกจากนี้ โรงงานหล่อพระพุทธรูปก็มีความน่าสนใจ เนื่องจากชาวเมียนมามีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก ทำให้มีการสร้างวัดจำนวนมาก แต่พระพุทธรูปที่สร้างโดยส่วนใหญ่ยังผลิตจากปูนปั้น หินแกะสลัก วัตถุดิบเหล่านี้นับวันก็ยิ่งจะลดลง ทำให้พระพุทธรูปหล่อจะมีความต้องการเป็นอย่างมากในอนาคต รวมทั้งประเทศไทยและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์จากเมียนมาได้ อาทิ ป่าไม้ แร่ธาตุ หินทราย หินแกรนิต โดยสามารถนำมาผลิตเป็นวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง นอกจากนี้ เมียนมายังมีความต้องการอีกมากจากกำลังซื้อและชุมชนเมืองที่ขยายตัวมากขึ้น หากมีการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานทางถนนให้ดีแล้ว ไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการค้าขายกับเมียนมาอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่รัฐบาลไทยเข้าไปช่วยก่อสร้างและซ่อมแซมเส้นทางถนนสายเอเชียจากด่านชายแดนแม่สอด ไปยังเมืองกอกะเร็ก ระยะทางกว่า 45 กม. ทำให้สามารถใช้เวลาเดินทางเพียง 40 นาที จากเดิมต้องใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ยิ่งสามารถลดระยะเวลาในการขนส่งลงได้มากเท่าใด โอกาสของสินค้าไทยจะสามารถเข้ามาเจาะตลาดได้ก็ยิ่งมีมากเท่านั้น" นายสมชัยฐ์กล่าวอย่างมั่นใจ ด้าน ติ่น ส่วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการโรงแรม ประเทศเมียนมา กล่าวว่า ในด้านของการท่องเที่ยวแล้ว ด่านชายแดนแม่สอด-เมียวดี ถือเป็น 1 ใน 5 ด่านชายแดนที่รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวทางถนน เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้แก่นักท่องเที่ยว นอกเหนือจากส่วนใหญ่ที่นิยมโดยสารมาทางเครื่องบิน และยังถือเป็นการช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากฝั่งไทยที่มีประมาณปีละ 28-29 ล้านคน ให้เข้ามาเที่ยวยังเมียนมาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคน ในปี 2558 ตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ จากปี 2557 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจำนวน 3.08 ล้านคน นอกจากในแง่ของการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวแล้ว รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศก็ควรหันมาให้ความสำคัญต่อเรื่องการเปิดฟรีวีซ่าให้แก่กัน โดยในปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้ประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนาม สามารถเข้าประเทศโดยไม่ใช้วีซ่าแล้ว เหลือเพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ทางรัฐบาลเมียนมาได้พยายามผลักดันการเจรจาเรื่องนี้อยู่ หากทำได้สำเร็จ เชื่อว่าการเปิดฟรีวีซ่าระหว่างกันจะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศให้มีความสะดวกและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น สำหรับ สมยศ ตาสะหลี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และผู้ประกอบการในอำเภอแม่สอด มองว่า ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงการค้าหรือการท่องเที่ยว ปัจจัยสำคัญที่สุดคือโครงสร้างทางถนน ปัจจุบันในฝั่งเมียนมายังไม่ดี ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์หรือการขนส่งค่อนข้างแพง หากเปรียบเทียบเป็นราคาปูนซีเมนต์ที่บริเวณด่านชายแดนจะอยู่ที่ถุงละ 105 บาท แต่พอเข้าไปในเมียนมาโดยใช้ระยะทางเพียงประมาณ 70 กม. ที่เมืองจ่องโด ราคาปูนขยับขึ้นมาที่ถุงละ 140 บาท แสดงให้เห็นถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงมาก ทำให้มีผลต่อสินค้าไทย ที่อาจไปไม่ไกลมากนักในเมียนมา หากมีการพัฒนาปรับปรุงและก่อสร้างถนนให้ดีขึ้นได้แล้ว ต้นทุนปูนซีเมนต์ที่มาถึงยังเมืองพะโค หรือบาโก ระยะทางประมาณ 361 กม. อาจจะเหลือราคาถุงละ 120 บาท ถึงเวลานั้นสินค้าไทยจะสามารถขยายตัวได้ทั้งประเทศเมียนมา และจากด่านแม่สอดยังจะสามารถขนส่งสินค้าออกไปทางถนนไกลถึงภูมิภาคเอเชียใต้ อาทิ บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน และทางตอนใต้ของจีนที่มณฑลยูนนานได้อีกด้วย ถือว่าเป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศที่ส่งผลดีให้กับทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

ผิดหวัง'ส่งออก'ดำดิ่งเกินเยียวยา ดับฝันเศรษฐกิจไทย 58 ส่อวืดเป้า..โตไม่ถึง 3%

ผิดหวัง'ส่งออก'ดำดิ่งเกินเยียวยา ดับฝันเศรษฐกิจไทย 58 ส่อวืดเป้า..โตไม่ถึง 3% ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์, นพพร เทพสิทธา จากตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม 2558 อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าติดลบหนัก 5.01% มีมูลค่า 18,429 ล้านเหรียญสหรัฐส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสะสม 5 เดือนแรกของปี 2558 ติดลบ 4.2% มีมูลค่า 88,694 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อดูลึกในรายละเอียด พบว่าติดลบหนักเพราะรายการสินค้าส่วนใหญ่ ในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร-เกษตรแปรรูป ติดลบค่อนข้างสูง แต่ละรายการเกิน 10% กว่าครึ่ง ด้านตลาดส่งออกก็ไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ติดลบต่อเนื่อง บางตลาดที่ไม่เคยติดลบก็กลับมาติดลบ อย่างอาเซียนเก่าลดลง 7.2% ขณะที่ตลาดความหวัง ก็ยังไม่ดีขึ้น ตั้งแต่ญี่ปุ่นลดลง 4.1% เกาหลีใต้ลดลง 15.9% สหภาพยุโรป (อียู) ลดลง 13.7% ส่วนตลาดส่งออกที่ยังเติบโตแต่ก็เติบโตในอัตราไม่สูง บางประเทศโตลดลงด้วยซ้ำ อาทิ สหรัฐเติบโต 0.4% จีนเติบโต 3.3% ออสเตรเลีย เติบโต 18.2% และกลุ่มซีแอลเอ็มวี เติบโต 3.5% เรียกความผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะก่อนหน้านี้ หน่วยงานรัฐและนักวิชาการออกมาเปรยๆ ว่าแนวโน้มการส่งออกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมน่าจะดีดกลับมาเป็นบวก เพราะผ่านจุดติดลบต่ำสุดแล้ว แย่สุดก็ติดลบเล็กน้อย หลังจาก 2 เดือนก่อนหน้าติดลบในอัตราต่ำ เหตุที่มองอย่างนั้น เพราะเดือนเมษายนปีนี้ จำนวนวันหยุดทำการมาก ทำให้การส่งมอบการขนส่งสินค้าถูกเลื่อนเป็นเดือนพฤษภาคมแทน และฐานมูลค่าส่งออกเดือนพฤษภาคมปีก่อนก็ไม่ได้สูงนัก น่าจะมีโอกาสส่งออกได้เกิน 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำให้นักวิเคราะห์ภาคเอกชน นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐ ปรับเปลี่ยนมุมมองและปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งจากที่มั่นใจ เศรษฐกิจไทยปี 2558 ขยายตัว (จีดีพี) เกิน 3% ต้องต่ำลง - ปัจจัยลบใหม่ๆรุมเร้าซ้ำเติมศก.ยิ่งแย่ ที่ออกตัวเร็วสุด คือสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) ประกาศลดตัวเลขส่งออก จากเดิมคาดว่าจะไม่เติบโตจากปี 2557 เป็นติดลบ 2% เพราะเชื่อว่ามูลค่าเฉลี่ยการส่งออกในครึ่งปีหลัง 2558 ไม่น่าจะเกินเดือนละ 19,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากทำมูลค่าได้ตามนี้ถึงจะเป็น 0% โดยเชื่อว่ามูลค่าเฉลี่ยยังต่ำกว่า 18,700 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน หากต่ำกว่านี้ได้เห็นติดลบ 3.5% แน่นอน สภาผู้ส่งออกฯ ให้เหตุผลว่าเอกชนยังวิตกเรื่องยูโรโซนจากปัญหากรีซที่ทิศทางไม่สดใสนัก ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองโลกยังสูง ศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไม่ดีขึ้น ปัญหาด้านโลจิสติกส์ต้นทุนสูงและไม่เพียงพอ สถานการณ์ภัยแล้งและการเกิดพายุอาจทำให้ผลผลิตได้ไม่ดีพอซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง กฎระเบียบการค้าชายแดน สิทธิประโยชน์ทางภาษี อยู่ระหว่างปรับตัว ความผันผวนของค่าเงินบาทยังสูงและค่าบาทอ่อนยังไม่ส่งผลดีต่อการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 นี้ ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ต่ำลงต่อไปอีกในไตรมาส 3! โดยปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ก็จะเห็นการปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ ทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากเดิมคาดการณ์โตเกิน 3% หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เดิมคาดไว้ 3.7% เพราะตัวเลขเดิมนั้น ยังไม่ได้หยิบยกผลกระทบจากปัญหาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ปักธงแดงไทย ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ซึ่งจะชี้ชะตาในปลายไตรมาส 3 นี้ เฉพาะไอยูยูหากไทยถูกขึ้นบัญชีดำ จะกระทบต่อการส่งออกสินค้าทะเลไปอียูซึ่งหายไปทันทีกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงปัญหากรีซเลื่อนชำระหนี้ แผนลงทุนภาครัฐยังไม่เป็นรูปธรรมมีหลายโครงการเลื่อนไปปลายปีหรือต้นปีหน้า และการประมูล 4จี ที่มีโอกาสเลื่อนออกไป ตอนนี้ ก็เริ่มเห็นผลวิเคราะห์ของสถาบันการเงิน ปรับลดมุมมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 3% แล้วทั้งสิ้น ยกเว้น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และหอการค้าไทย ยังมองในภาพบวกโต 3.2% แม้มองส่งออกเป็น ลบ 1-2% เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายจะผลักดันส่งออกโต 1.2% บนพื้นฐานเศรษฐกิจโต 3% - นักวิชาการฟันธงจีดีพีปีนี้โตไม่ถึง3% ด้านทีม ครม.เศรษฐกิจ ก็เริ่มหวั่นไหว ออกมาเปรยๆ ถึงการส่งออกที่ติดลบหนัก ห่วงจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดหวังไว้ 3-4% อาจต้องสะดุดลง ! นักวิชาการชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ หรือจีดีพีอย่างไรก็โตไม่ถึง 3% เพราะจีพีดีไทยจะโตเท่าไหร่ต้องพึ่งพารายได้ส่งออก เป็นหลัก สัดส่วนกว่า 60% เมื่อติดลบรายได้ปีนี้ควรได้เกิน 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อาจเหลือแค่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หายไปหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้หวังรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปีนี้โตวันโตคืน แต่ก็มีสัดส่วนแค่ 10% ของจีพีดี ยิ่งถูกกดดันด้วยภาคบริโภค บริการ และลงทุน ที่ยังไม่ดีนัก ที่มีสัดส่วนกว่า 10% ก็ไม่ได้ตามคาด ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุดับฝันเศรษฐกิจไทยปี 2558 ตกต่ำกว่า 3% อีกครั้ง! ที่ต้องลุ้นต่อคือ ตัวเลขส่งออกทั้งปีนี้จะติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และทุบสถิติติดลบมากสุดหรือไป นั่นหมายถึงจะไปกดตัวเลขเศรษฐกิจให้ดิ่งต่ำลงอีก .... - หอค้าฯภาคกลางแนะใช้ประชานิยมกระตุ้นบริโภค ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย "เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแค่ปีละ 2-3% ถือว่าเป็นเรื่องปกติในขณะนี้ หากโต 4-5% สิถือว่าไม่ปกติ แสดงว่าปีนั้นการส่งออก การบริโภค และการท่องเที่ยว ดีมาก ขณะที่การก่อหนี้รัฐต่ำ ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ในปีนี้น่าจะยาก ดูจากความเป็นจริง แม้ตัวเลขด้านต่างๆ ที่เคยติดลบมากจะติดลบน้อยลง แต่ปัจจัยรุมเร้าก็ยังสูง ตั้งแต่การส่งออกน่าจะติดลบ 1-2% และปัญหาเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ที่ไทยต้องแก้ไข ทั้งเรื่้องปัญหาการบิน ปัญหาประมงไม่ถูกกฎหมาย และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ รวมถึงผลกระทบจากภัยแล้ง ไม่อาจประเมินได้ว่าจะกินวงกว้างแค่ไหน ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่ ที่เอกชนเป็นห่วงคือ อารมณ์ของกำลังซื้อไม่มี ดังนั้น รัฐบาลต้องออกมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างบรรยากาศให้คนใช้จ่ายเพิ่ม อาจใช้มาตรการเชิงประชานิยมบ้าง เพื่อช่วยเหลือกลุ่มมีปัญหาหนักสุด เช่น ชาวนา ที่ไม่มีรายได้จากภัยแล้ง กลุ่มหนี้สินมาก หรือแม้ปัญหาประมงก็ต้องปลดล็อกกลุ่มประมงพื้นบ้านก่อน หรือจะช่วยผู้ประกอบการก็ควรเน้นสร้างอาชีพในวันข้างหน้า อย่างทองม้วน ที่สิงคโปร์ทำขายดี เพราะเขาเพิ่มดีไซน์ แต่ไทยยังเน้นที่รสชาติแต่ไม่ได้ทำหีบห่อที่จูงใจ เราต้องพัฒนามากในเรื่องนี้ ก็เห็นใจรัฐบาลดูเหมือนกำลังอยู่ในทาง 3 แพ่ง ทรงตัว ลบเบา หรือ ลบหนัก " - โหมท่องเที่ยว-รัฐเร่งลงทุนทดแทน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) "หลังจากตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคม ออกมาติดลบสูงเกิน 5% และดูแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านหดตัวลง ไทยยังเผชิญปัญหากฎระเบียบการบินและการประมง และปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าคาด รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ปัญหากรีซ จะเป็นปัจจัยกดดันให้การส่งออกไทยปีนี้ติดลบเพิ่มเป็น 2-3.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 0% หรือติดลบ 1% ดังนี้ ย่อมกระทบต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 3% แน่นอน จากเดิมคาดการณ์ไว้ 3% ส่วนตัวเลขเป็นเท่าไหร่ คงต้องดูสถานการณ์ปัจจัยในไตรมาส 3 ก่อนว่าจะรุนแรงขึ้นหรือคลี่คลายลง ส่วนตัว ผมห่วงเศรษฐกิจมาก จีดีพีไทยพึ่งพาส่งออกถึง 60% ตามหลักเมื่อการส่งออกหายไป 1 ส่วน จะกระทบต่อเศรษฐกิจหดตัวลง 1.5 ส่วน ครึ่งปีหลังเหลือการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ประชาชนยังระมัดระวังใช้จ่าย ระแวงปัญหาการเมืองเริ่มกลับมาอีก เอกชนมองว่า กว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้คงอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทางออกที่ต้องเร่งทำ คือ ผลักดันการท่องเที่ยว ที่ดีอยู่ให้ดีขึ้น อีกเป็นเท่าตัว รัฐต้องเร่งลงทุนให้ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ ควบคู่กับการเร่งการใช้จ่ายภาคเอกชน ผ่านความช่วยเหลือด้านการเงินการคลัง แต่ก็ไม่อยากให้ทำแบบใช้เงินงบประมาณแบบสุรุ่ยสุร่าย เหมือนที่ผ่านมา ควรช่วยเพื่อการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านอก แม้การลดดอกเบี้ยเชิงนโยบายแต่ธนาคารก็ยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ก็ไม่ส่งผลมากนักต่อธุรกิจ รัฐบาลต้องปรับวิธีการกระตุ้นที่เจาะลงไปกลุ่มที่มีปัญหาและรากหญ้าให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่การใช้เงิน แต่มองเรื่องศักยภาพงานที่จะเกิดขึ้น"


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
000766212
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987660731
7073
13483
729366
26522
107288
766212
Your IP: 54.224.128.134
Mon, 06 Jul 2015 13:28:59 +0000
   
© ALLROUNDER