FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เดินหน้าปล่อยกู้โครงการพลังงานทดแทน ปั้นพอร์ตรวมกว่า 6,000 ล้านบาทแล้ว เผยมีลูกค้าจ่อกู้อีก 2 พันล้านบาท

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เดินหน้าปล่อยกู้โครงการพลังงานทดแทน ปั้นพอร์ตรวมกว่า 6,000 ล้านบาทแล้ว เผยมีลูกค้าจ่อกู้อีก 2 พันล้านบาท ล่าสุดสนับสนุนสินเชื่อวงเงินกว่า 450 ล้านบาท ให้แก่บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 11 ของจังหวัดสุรินทร์ นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการปล่อยกู้โครงการที่เกี่ยวกับพลังงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีโครงการด้านพลังงานทดแทนจำนวนมาก โดยล่าสุด ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อวงเงินกว่า 450 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวล มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวล ที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค “ธนาคารมองว่า บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ มีศักยภาพมาก ด้วยทีมงานที่มีดี มีความเชี่ยวชาญ และมีเจ้าหน้าที่ด้านต่างๆที่ต่างก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรงไฟฟ้า จึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะดำเนินโครงการให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และขณะนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาแผนธุรกิจของลูกค้าที่กำลังทำโครงการพลังงานทดแทนอีกหลายราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท” นายสุภัค กล่าวว่า ปัจจุบัน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยได้ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ Very Small Power Plant (VSPP) ซึ่งเป็นโครงการพลังงานทดแทนทุกประเภท อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพโครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มีวงเงินปล่อยกู้รวมกว่า 6,000 ล้านบาทแล้ว นางเตียว รุ่งวิจิตรกุล กรรมการ บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่าโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังจะก่อสร้างในจังหวัดสุรินทร์นั้น จะมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะเป็นโรงไฟฟ้าแห่งที่ 11 ของจังหวัดสุรินทร์ โดยโรงไฟฟ้าที่มีในปัจจุบันของจังหวัดสุรินทร์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงแกลบ 2 โรง และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ อีก 8 รายการ “สาเหตุที่บริษัทเลือกขอสินเชื่อกับ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เพราะเป็นธนาคารที่มีนโยบายสนับสนุนพัฒนาด้านพลังงานทดแทนรวมทั้งมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน ที่สำคัญคือ เข้าหาแหล่งทุนได้สะดวกกลุ่มบริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์มีแผนจะพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนต่อไป ไม่ว่าจะเป็น Solar Farm หรือ โรงไฟฟ้าชีวมวล และมีเป้าหมายทางกลุ่มจะพัฒนาโรงไฟฟ้าให้เป็นโรงไฟฟ้าชุมชน ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และจะเข้าการบริหาร ISO 14000 ต่อไป” นางเตียว กล่าว นางเตียว กล่าวว่า ธุรกิจด้านพลังงานเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจเมื่อเปิด AEC ในปี 2558และประเทศไทยจะต้องมีการขยายการลงทุนการค้าเพิ่มมากขึ้น ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้ กลุ่มสุรินทร์ฯ ลงทุนและขยายธุรกิจด้านพลังงานทดแทนเพื่อตอบสนองความเจริญทางด้านการค้าดังกล่าว อนึ่ง โรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นโรงงานอุตสาหกรรมสีขาว ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้เชื้อเพลิง จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเช่น แกลบ เศษไม้-ปลายไม้เหง้ามันสำปะหลัง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังมีข้อดีที่ช่วยให้เกษตรกรภายในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งในการทำการเกษตร เช่น เศษไม้-ปลายไม้ เหง้ามันสำปะหลัง ฟางข้าว ให้กลายเป็นสินค้านำมาซึ่งรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง นอกจากนี้ ท้องถิ่นจะได้รับผลประโยชน์ทางด้านภาษี นำมาซึ่งการพัฒนาท้องถิ่น และชุมชนจะได้การดูแลจากกองทุนรอบโรงไฟฟ้า ตามพรบ.ประกอบธุรกิจพลังงานอีกด้วย ปัจจุบัน บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้าด้านพลังงานทดแทน 2 ประเภท ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรงงาน รวม 2 เมกะวัตต์ ผลิตเพื่อจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 9.5 เมกะวัตต์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยจะจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ 8 เมกะวัตต์ นายสุภัค ศิวะรักษ์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหารธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และนางเตียว รุ่งวิจิตรกุล (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการ บริษัท สุรินทร์ ไบโอ เพาเวอร์ จำกัด และคณะผู้บริหาร ผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวล ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนสินเชื่อวงเงินกว่า 450 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวล ที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ พิธีลงนามจัดขึ้นที่ทอแสง โขงเจียม รีสอร์ท จ.อุบลราชธานี เมื่อเร็วๆนี้

ซีพีเอฟ แนะยกกระชังปลาขึ้นบก หนุนเลี้ยงในบ่อดิน ลดผลกระทบจากธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้ค่า

ซีพีเอฟ แนะยกกระชังปลาขึ้นบก หนุนเลี้ยงในบ่อดิน ลดผลกระทบจากธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้ค่า การเลี้ยงปลาในกระชังตามแหล่งน้ำธรรมชาตินั้น แม้จะให้ผลผลิตที่ดีและรายได้ที่งดงามต่อผู้เลี้ยง หากแต่ก็มีปัญหาหลากหลายที่เกษตรกรต้องเผชิญ ตั้งแต่ปัญหาน้ำแล้งหรือน้ำหลากที่เกินการควบคุม รวมถึงโรคปลาที่อาจติดมากับน้ำที่อาจสร้างความเสียหายแก่เกษตรกร การเลี้ยงปลาในปัจจุบันจึงมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้มากขึ้นและเป็นที่แพร่หลาย หนึ่งในผู้นำการค้นหาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่คิดหาทางออกให้กับเกษตรกรด้วยการแนะนำวิธีเลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน โดยเรียกวิธีเลี้ยงแบบนี้ว่า'ซีพีเอฟ เทอร์โบ โปรแกรม'ที่ได้พัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาในบ่อดินบนบกแทนที่จะเลี้ยงในแม่น้ำ โดยนำต้นแบบมาจากการเลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคและภัยธรรมชาติ เพราะการเลี้ยงเช่นนี้สามารถควบคุมหลากหลายปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงปลาในกระชัง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติออกไปได้ทั้งหมด และยังเป็นนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ รวมถึงช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ โดยมีโปรแกรมการเลี้ยงและการจัดการระบบน้ำตามมาตรฐานของซีพีเอฟ โดยระบบนี้จะกำหนดพื้นที่ของฟาร์มว่าต้องมีที่รองรับน้ำเพื่อบำบัดในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30-50% ของพื้นที่เลี้ยงทั้งหมด และน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วก็จะถูกนำกลับมาใช้หมุนเวียนใหม่ โดยใช้น้ำใหม่เข้ามาเติมอีกเพียงประมาณ 20-30% เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่เพียงเป็นการลดการใช้ทรัพยากรน้ำในธรรมชาติ หากแต่ยังเป็นการลดโอกาสการนำเชื้อโรคจากธรรมชาติเข้าสู่ฟาร์มด้วย สำหรับ รายละเอียดของ 'ซีพีเอฟ เทอร์โบ โปรแกรม' นั้น อดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เล่าว่า มีสิ่งที่จำเป็นต้องมีและต้องทำให้ครบถ้วนรอบด้าน ประกอบด้วยหัวใจสำคัญ 4 ประการ ที่จำเป็นต้องมีและทำให้ครบถ้วนรอบด้าน ได้แก่ 1.การเลือกใช้ลูกปลา (Seed) สายพันธุ์ดีมีคุณภาพ มีอัตราการเจริญเติบโตดีเยี่ยม ต้านทานต่อโรค มีอัตรารอดสูง 2.การเลือกใช้อาหาร (Feed) ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของปลาได้อย่างเต็มที่ 3.ระบบการป้องกันโรค (Biosecurity System) ระบบที่ป้องกันโรคได้จริงทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 4.การจัดการฟาร์ม (Farm Management) ระบบการจัดการที่ดี เพื่อให้ปลามีความเป็นอยู่ที่ดี โตเร็ว แข็งแรง นอกจากการพัฒนาระบบการเลี้ยงด้วยการยกกระชังปลาขึ้นบกแล้ว ซีพีเอฟยังได้นำเทคโนโลยีการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเลี้ยงแบบโปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง (Probiotic Farming) ซึ่งเกิดจากแนวคิดในการผลิตสัตว์น้ำปลอดสาร เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย อาศัยหลักการที่ว่า “การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา” ด้วยการจัดการภายในบ่อเลี้ยงให้ดี เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียและโปรโตซัวต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์น้ำ ทำให้แข็งแรงและมีภูมิต้านทานป้องกันตัวเองได้ ซีพีเอฟจึงค้นคว้าและพัฒนาโปรแกรมการเลี้ยงนี้ขึ้น โดยเริ่มต้นใช้ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งของบริษัทเมื่อปี 2544 ขณะเดียวกันก็ได้นำมาต่อยอดในการเลี้ยงปลาในบ่อดินด้วย อดิศร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า โปรแกรมการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ “โปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง” เป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่เน้นการทำให้สภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงมีสภาพดี โดยใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่มาจากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำ และไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้จุลินทรีย์ไปช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์และย่อยแก๊สที่เป็นโทษต่างๆ เช่น แก๊สแอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟ ที่พื้นก้นบ่อ และกำจัดพาหะของเชื้อไวรัสต่างๆ โดยจะใช้ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียม และใช้ต่อไประหว่างช่วงการเลี้ยงจนจับขาย นอกจากนี้ จุลินทรีย์จะทำให้เกิดสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารของปลา ด้วยการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น และลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในบ่อเลี้ยง ที่สำคัญยังช่วยให้คุณภาพน้ำที่เลี้ยงปลาดีสม่ำเสมอ ช่วยควบคุมปริมาณของแพลงตอนที่ก่อให้เกิด กลิ่นโคลนในเนื้อปลา ทำให้ไม่มีกลิ่นเหม็นโคลน และยังช่วยลดการใช้สารเคมีในการเลี้ยงเนื่องจากปลามีสุขภาพดี จึงถือเป็นการลดต้นทุนไปในตัว ขณะเดียวกัน การคอยปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในน้ำให้คงที่ ก็จะทำให้สัตว์น้ำอยู่สบายและมีความต้านทานต่อโรคเพิ่มขึ้นด้วย “การเลี้ยงสัตว์น้ำแบบโปรไบโอติก จะช่วยควบคุมสภาพธรรมชาติในบ่อเลี้ยงให้เกิดความสมดุล ทำให้ปลาและกุ้งงมีสุขภาพแข็งแรง ได้ปลาทับทิมเนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นคาว-กลิ่นโคลน ส่วนกุ้งที่เลี้ยงก็โตดี ผลผลิตปลาและกุ้งที่ได้จึงมีคุณภาพและปลอดภัย ปราศจากสารตกค้างหรือเชื้อปนเปื้อน และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะใดๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อการบริโภค ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ” อดิศร์ กล่าว อีกข้อดีของการเลี้ยงปลากระชังในบ่อ ก็คือ เมื่อสามารถควบคุมได้ทั้งน้ำและโรคแล้ว การเลี้ยงก็สามารถทำได้ต่อเนื่องทั้งปี มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้แก่ผู้เลี้ยงได้สม่ำเสมอ ช่วยสร้างงานต่อเนื่องตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงการขายปลีกให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยจะเห็นได้จากจำนวนร้านค้าปลาย่างที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล รวมทั้งบางพื้นที่ในจังหวัดที่ห่างไกล นอกจากนี้ในกระบวนการเลี้ยงปลากระชังยังสร้างสภาพนิเวศน์ที่ดี เอื้อต่อการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวด้วย ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง อดิศร์ ยังเล่าถึงการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องของซีพีเอฟว่า บริษัทได้คิดค้นการเลี้ยงสัตว์น้ำรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า 'ระบบโคคัลเจอร์ : Co-Culture'ด้วยการเลี้ยงกุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และปลาทับทิม ในบ่อเดียวกัน วิธีการเลี้ยงสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิดรวมกันนี้บริษัทได้ส่งเสริมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดำเนินการด้วย โดยเป็นการนำธรรมชาติของสัตว์น้ำเหล่านี้ ทั้งปลาทับทิม กุ้งก้ามกราม และกุ้งขาวมาเลี้ยงร่วมกัน เพื่อให้สัตว์น้ำแต่ละชนิดเอื้อประโยชน์และช่วยส่งเสริมกัน ส่งผลต่อผลผลิตสัตว์น้ำที่ดีขึ้นและสม่ำเสมอ ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น “การเลี้ยงที่เกื้อกูลกัน อย่างเช่นการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังที่ต้องใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจน ในน้ำ ช่วยให้คุณภาพน้ำในบ่อดีขึ้น ไม่เพียงปลาที่ได้รับประโยชน์ กุ้งทั้ง 2 ชนิด ซึ่งอาศัยอยู่ใต้บ่อ ก็ได้ประโยชน์จากเครื่องตีน้ำด้วย ทำให้กุ้งมีสุขภาพดี การเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น และสุดท้ายก็จะได้กุ้งคุณภาพสู่ตลาด” อดิศร์ กล่าว อดิศร์ บอกอีกว่า การเลี้ยงระบบนี้ ถือเป็นการใช้พื้นที่ ทรัพยากรธรรมชาติ และใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังแขวนในบ่อนั้นจะเหลือพื้นที่บริเวณพื้นบ่อสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ เมื่อเลี้ยงกุ้งร่วมด้วยก็เท่ากับได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่เลี้ยงอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ โดยปกติกุ้งก้ามกรามจะอาศัยอยู่บริเวณพื้นบ่อ หรือที่เรียกว่า เป็นสัตว์ที่ยึดพื้นที่อยู่อาศัย ส่วนกุ้งขาวเป็นกุ้งประเภทล่องลอยในมวลน้ำคืออาศัยอยู่บริเวณกลางน้ำ สำหรับปลาทับทิมจะเลี้ยงในกระชัง ซึ่งจะใช้พื้นที่ครึ่งบนของความลึกของน้ำเป็นส่วนใหญ่เท่ากับเป็นการใช้พื้นที่และทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สัตว์น้ำแต่ละชนิดยังเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อาทิ ปลาทับทิมสัตว์ประเภทกรองกินแพลงค์ตอนบางส่วนเป็นอาหาร เท่ากับช่วยควบคุมปริมาณแพลงตอนในน้ำให้กับกุ้มก้ามกราม ซึ่งถ้าเป็นการเลี้ยงเฉพาะกุ้งอาจพบปัญหาการเพิ่มปริมาณของแพลงค์ตอนจนหนาแน่นได้ อีกหนึ่งข้อดีสำหรับการเลี้ยงแบบนี้คือ โดยกติเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องคอยตรวจสอบการกินอาหารของกุ้งด้วยวิธีการยกยอ เพื่อดูว่ากุ้งกินอาหารมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบการกินของกุ้ง เพราะหากมีอาหารเหลือที่พื้นบ่อ จะทำให้แอมโมเนียสูง แพลงค์ตอนจะเติบโตเร็วและปลาจะกินอาหารน้อยลง แต่เมื่อเลี้ยงร่วมกับปลาทับทิมซึ่งกินอาหารประเภทอาหารเม็ดลอยน้ำ เกษตรกรสามารถพิจารณาได้ว่ากุ้งกินอาหารหรือไม่ โดยดูจากการอัตราการกินอาหารของปลา ควบคู่กับการเช็คยอ ทำให้เกษตรกรสามารถกำหนดการให้อาหารที่เหมาะสมได้มากขึ้น สำหรับ การเลี้ยงสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิดในบ่อดินนี้ เกษตรกรจะใช้วิธีขุดบ่อให้ลึก มีระดับน้ำไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยใช้กระชังลอยสำหรับเลี้ยงปลาทับทิมสูงกว่าพื้นดินไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร ในแต่ละบ่อจะปล่อยปลา 3 รุ่น ระยะห่างของการปล่อยแต่ละรุ่นคือ 3 เดือน เพื่อให้สามารถจับปลาขายได้ต่อเนื่องตลอดปี ส่วนกุ้งจะไม่จับขายทีเดียวหมดบ่อ จะใช้วิธีดักขึ้นมาขายไปเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังในแม่น้ำ กับการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังลอยในบ่อดิน พบว่าการเลี้ยงในบ่อดินทำให้รอบการเลี้ยงมากถึง 3 รุ่นต่อปี (ระยะการเลี้ยง 3-4 เดือน/รุ่น) ส่วนการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังในแม่น้ำ มีรอบการเลี้ยง 2 รุ่นต่อปี (ระยะการเลี้ยง 4-5 เดือน/รุ่น) ขณะที่อัตรารอดของการเลี้ยงในบ่อดินจะสูงถึงประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการเลี้ยงกระชังในแม่น้ำที่มีอัตรารอดประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในบ่อดินมีต้นทุนต่อกิโลกรัมต่ำกว่า การเลี้ยงปลาทับทิมกระชังในแม่น้ำ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปลาโตเร็วกว่า แข็งแรงกว่า มีอัตรารอดสูงกว่า ที่สำคัญคือผลกำไรที่เพิ่มขึ้น จากการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังในบ่อดิน ร่วมกับการเลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ในระบบโคคัลเจอร์ เพราะนอกจากจะได้ผลผลิตปลาทับแล้ว ยังมีผลผลิตกุ้งขาวอีก 300 กิโลกรัมต่อไร่ และกุ้งก้ามกรามอีก 200 กิโลกรัมต่อไร่ เท่ากับเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ และการใช้ไฟฟ้าสำหรับเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ อย่างคุ้มค่าสูงสุด ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ซีพีเอฟพัฒนาขึ้นทั้งหมดนี้ นับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำ ก่อเกิดประสิทธิภาพการเลี้ยงและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ทำให้ผลผลิตสัตว์น้ำมีคุณภาพ ช่วยผลักดันความสำเร็จแก่เกษตรกรไทย ที่สำคัญผู้บริโภคยังได้บริโภคอาหารปลอดภัยอย่างแท้จริง

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต จัสมิน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต จัสมิน บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ประกาศข้อมูลหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ต่อประชาชนทั่วไป คาดว่า เงินที่นักลงทุนจะได้รับในปีแรก (ปี 2558) ตามที่ปรากฎอยู่ในหนังสือชี้ชวน จะอยู่ที่ประมาณ 8.59%-9.02% โดยแบ่งเป็นเงินปันผล 7.80%-8.19% และการจ่ายลดทุน 0.80%-0.84% อันเนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากค่าเช่ารับล่วงหน้า ทั้งนี้ JASIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายแรกในประเทศไทยที่เน้นลงทุนในทรัพย์สินบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก มีมูลค่ากองทุนประมาณ 55,000-57,750 ล้านบาท จำนวนหน่วยลงทุน 5,500 ล้านหน่วย โดยคาดว่าจะมีผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นผู้จองซื้อทั่วไป ประมาณ 806.85 ล้านหน่วย ซึ่งจำนวนหน่วยลงทุนขั้นต่ำของการจองซื้อ 2,000 หน่วย และเพิ่มเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หน่วย นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) ถือเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่จัดขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทยที่เน้นลงทุนในทรัพย์สินบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนให้เกิดการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ร่วมกัน โดยทรัพย์สินที่กองทุนจะเข้าลงทุนครั้งแรกได้แก่ กรรมสิทธิ์ในเส้นใยแก้วนำแสง 980,000 คอร์กิโลเมตร ประกอบด้วย (1) เส้นใยแก้วนำแสง จำนวนรวมประมาณไม่น้อยกว่า 800,000 คอร์กิโลเมตร ที่บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (TTTBB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS จะส่งมอบให้ JASIF ณ วันซื้อขายเส้นใยแก้วนำแสงเสร็จสิ้น และ (2) เส้นใยแก้วนำแสง จำนวนรวมประมาณ 180,000 คอร์กิโลเมตร ที่ TTTBB จะทยอยส่งมอบให้ JASIF ภายใน 2 ปี นับจากวันซื้อขายเส้นใยแก้วนำแสงเสร็จสิ้น นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า “สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับ 1 ร่างหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) แล้วเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน สำหรับประมาณการเงินที่นักลงทุนจะได้รับในปีแรกประมาณ 8.59%-9.02% จะแบ่งเป็นประมาณการการจ่ายเงินปันผล 7.80%-8.19% และการจ่ายลดทุน 0.80%-0.84% อันเนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากค่าเช่ารับล่วงหน้า ตามที่ปรากฎอยู่ในหนังสือชี้ชวน โดยคำนวณจากสมมติฐานว่าผลกำไรส่วนใหญ่มาจากรายได้ตามสัญญาเช่าและหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นเพียงการแสดงประมาณการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558 ทั้งนี้ การจ่ายลดทุนจะเกิดเฉพาะ 3 ปีแรกเท่านั้น นอกจากนี้ ค่าเช่าที่กองทุนจะได้รับจะเพิ่มขึ้นตามปรับขึ้นตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ส่งผลให้เงินที่นักลงทุนได้รับในแต่ละปีจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF)มีจุดเด่นอยู่หลายประการ ซึ่งได้แก่ 1. เส้นใยแก้วนำแสงอายุที่กองทุนจะลงทุน มีอายุการใช้งานมาแล้วเฉลี่ยเพียงประมาณ 4 ปี และวางโครงข่ายไว้ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย 2. รายได้ค่าเช่าของกองทุนเติบโตสม่ำเสมอ มีโอกาสจ่ายผลตอบแทนที่น่าสนใจให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน โดยรายได้ค่าเช่าของกองทุนจะเป็นไปตามสัญญาเช่าระหว่างกองทุนกับ TTTBB ซึ่งจะปรับขึ้นตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี และคาดว่าในปี 2558 กองทุนจะสามารถจ่ายเงินให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้ 4,962.9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นในรูปของเงินปันผล 4,501.9 ล้านบาท และการลดทุน 461.0 ล้านบาท 3. อุตสาหกรรมบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มการเติบโตสูง ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในระดับต่ำเพียงร้อยละ 24.6 ในปี 2556 เทียบกับช่วงร้อยละ 70.3-99.6 ของประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี และสิงคโปร์ คาดว่าอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นร้อยละ 35.4 และร้อยละ 44.0 ในปี 2559 และปี 2562 4. TTTBB ในฐานะผู้เช่าหลักมีผลการดำเนินงานที่เติบโต โดย TTTBB มีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศไทย โดยมีรายได้ในปี 2556 เท่ากับ 9,623 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 22.6 ต่อปี ในระหว่างปี 2554 ถึงปี 2556 และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2556 เท่ากับ 4,610 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 27.2 ต่อปี ในระหว่างปี 2554 ถึงปี 2556 5. JAS จะถือหน่วยลงทุนร้อยละ 33.33 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด ในปีที่ 1-3 และจะถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 19 ในปีที่ 4-6” นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า “จะมีการเปิดจองซื้อหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไปภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งกองทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการเสนอขายได้ที่ www.jas-if.com สำหรับวิธีการจัดสรรหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไปนั้นจะใช้วิธี Small-Lot First ในรอบแรกตามจำนวน จองซื้อขั้นต่ำ 2,000 หน่วย และในรอบต่อๆ ไปรอบละ 100 หน่วยโดยไม่จำกัดจำนวนหน่วยลงทุนที่จะจองซื้อต่อ 1 ใบจอง กรณีที่มีหน่วยลงทุนไม่เพียงพอต่อการจัดสรรให้ผู้จองซื้อทั่วไปทุกรายใน รอบใด จะใช้วิธีสุ่มคัดเลือกรายชื่อผู้จองซื้อทั่วไปที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร (Random) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยบริษัท เซ็ทเทรด ดอทคอม จำกัด นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวสรุป “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) เปิด โอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ นอกจากนั้นแล้วยังจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตของไทยในอนาคตอีกด้วย ” SURASA IMARKOM (NoNg ) Senior Public Relations Office Mobile: 0895494594,0876927227 Tel.: 02-5020700 # 7703 Fax: 02-5845155 E-mail : hero.nong5@gmail.com E-mail : surasa@mono.co.th

JAS เผย ก.ล.ต. นับ 1 ไฟลิ่ง JASIF มูลค่า 5.5-5.77 หมื่นลบ. คาดขายทันในปีนี้ ชูปันผลปีแรก 8.59-9.02%

JAS เผย ก.ล.ต. นับ 1 ไฟลิ่ง JASIF มูลค่า 5.5-5.77 หมื่นลบ. คาดขายทันในปีนี้ ชูปันผลปีแรก 8.59-9.02% JAS เผย ก.ล.ต. นับ 1 ไฟลิ่ง JASIF มูลค่า 5.5-5.77 หมื่นลบ. คาดขายทันในปีนี้ ชูปันผลปีแรก 8.59-9.02% และมีนโยบายจ่ายปีละ 2 ครั้ง ไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิ ย้ำสินทรัพย์ที่ขายเข้ากองทุนไม่เกี่ยวกับคดีความ ไม่กระทบผุ้ถือหน่วยแน่นอน พร้อมคาดรายได้ปีหน้าโต 30% ตั้งงบลงทุน 6-7 พันลบ. ขยายโครงข่าย หวังเพิ่มฐานลูกค้าแตะ 2 ล้านราย จาก 1.6 ล้านรายในปีนี้ ส่วนปีนี้มั่นใจรายได้โตตามเป้า 15-20% - กำไรมากกว่าปีก่อน นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งไฟลิ่งของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) แล้วเมื่อ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายแรกในประเทศไทย โดยมีมูลค่าของกองทุนประมาณ 55,000-57,750 ล้านบาท จำนวนหน่วยลงทุน 5,500 ล้านหน่วย คาดจะมีผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นผู้จองซื้อทั่วไป 806.85 ล้านหน่วย ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ ตามหนังสือชี้ชวนจะอยู่ที่ 8.59-9.02% แบ่งเป็นเงินปันผล 7.80-8.19% และการจ่ายลดทุน 0.80-0.84% อันเนื่องมาจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากค่าเช่ารับล่วงหน้า JASIF จะมีทรัพย์สินที่กองทุนเข้าลงทุนในครั้งแรก ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในเส้นใยแก้วนำแสง 9.8 แสนคอร์กิโลเมตร ประกอบด้วย เส้นใยแก้วนำแสง จำนวนรวมไม่น้อยกว่า 8 แสนคอร์กิโลเมตร ที่บริษัทฯ ทริปเปิ้ลทรี บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (TTTBB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS จะส่งมอบให้ JASIF ณ วันซื้อขายเส้นใยแก้วนำแสงเสร็จสิ้น และเส้นใยแก้วนำแสงจำนวนรวมประมาณ 1.8 แสนคอร์กิโลเมตร ที่ TTTBB จะส่งมอบให้ JASIF ภายใน 2 ปี นับจากวันซื้อขายเส้นใยแก้วนำแสงเสร็จสิ้น ด้านนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย ระบุว่า การเปิดจองซื้อหน่วยลงทุน JASIF สำหรับนักลงทุนทั่วไป จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งกองทุนจากก.ล.ต. สำหรับวิธีการจัดสรร นักลงทุนทั่วไปจะใช้วิธี Small - Lot First ในรอบแรกตามจำนวนซื้อขั้นต่ำ 2,000 หน่วย และในรอบต่อๆ ไป รอบละ 100 หน่วย โดยไม่จำกัดจำนวยหน่วยลงทุนที่จะจองซื้อต่อ 1 ใบจอง ในกรณีที่ หน่วยลงทุนไม่เพียงพอต่อการจัดสรรจะใช้วิธีสุ่มคัดเลือกผู้จองซื้อ ทั้งนี้ คาดว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน JASIF จะสามารถขายได้ทันภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุมัติจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พร้อมยืนยันว่าสินทรัพย์ที่อยู่ในกอง JASIF ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความระหว่าง JAS กับทีโอที และจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหน่วยแน่นอน ไม่ว่าผลการตัดสินคดีจะออกมาในรูปแบบไหน โดยกองทุน JASIF มีจุดเด่นหลายประการ ประกอบด้วย 1. มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และมีสัญญาเช่าเส้นใยแก้วนำแสง และมีสัญญาณเช่าระยะยาวถึง 11 ปี โดยในปี 2558 คาดว่ากองทุนจะมีกำไรสุทธิ 496.29 ล้านบาท ซึ่งกอง JASIF มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิ และจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง โดย JAS เข้าถือหน่วยลงทุน 33.33% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด ในปีที่ 1-3 และจะถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 19% ในปีที่ 4-6 ซึ่งทาง JAS ได้ยืนยันว่าจะมีนโยบายถือหน่วยลงทุนที่ 33.33% และไม่ลดการถือหน่วย เนื่องจากมองว่าเป็นกองทุนที่ให้เงินปันผลในระดับสูง ซึ่งเงินปันผลดังกล่าวได้รับการยกเว้นภาษี สำหรับ การกำหนดราคาจะใช้วิธีการสำรวจความต้องการ หรือ Book Building ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากก.ล.ต. จึงจะกำหนดช่วงเวลาและช่วงราคาได้ ขณะที่หน่วยลงทุนจำนวน 5,500 ล้านหน่วยนั้น จะแบ่งขายให้กับนักลงทุนในประเทศ 60% แบ่งเป็นผู้จองซื้อทั่วไป 806.85 ล้านหน่วย ผู้จองซื้อพิเศษ 660.00 ล้านหน่วย และ JAS 1,833.15 ล้านหน่วย โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนต่างประเทศ 40% ซึ่งเงินที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนครั้งนี้จะนำไปซื้อสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสง ราว 4.55-4.78 หมื่นล้านบาท และจะนำไปซื้อสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสงในอนาคต ซึ่ง ทริปเปิ้ลทรี บรอดแบนด์ จะโอนให้แก่กองทุนในช่วงระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ซื้อขายเสร็จสิ้น คิดเป็นมูลค่า 9.47-9.94 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือจะใช้เป็นกองทุนหมุนเวียนของกองทุน นายพิชญ์ กล่าวอีกว่า ในปีหน้าบริษัทฯตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานไม่รวมการขายกองทุน JASIF เติบโต 30% พร้อมคาดว่ากำไรจะมากกว่าปีนี้ ซึ่งจะมาจากการขยายตัวในเชิงรุก โดยตั้งงบลงทุน 6-7 พันล้านบาท เพื่อใช้ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ให้ครอบคลุมความต้องการใช้มากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนลูกค้าแตะ 2 ล้านราย จากปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.6 ล้านราย สำหรับ ผลการดำเนินงานปีนี้ มั่นใจว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายเติบโต 15-20% จากปีก่อนที่ทำได้ 11,260.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิจะเติบโตมากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 3,002.51 ล้านบาท เนื่องจากจำนวน ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด จำนวนลูกค้าของ บริษัทฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับสองของอุตสาหกรรมจากก่อนหน้านี้ที่อยู่อันดับ 3 โดยเป็นรองเพียงทรู ซึ่งมีจำนวนลูกค้า ณ ไตรมาส 2 ที่ 1.9 ล้านราย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ซิกน่า ประกาศรุกตลาดประกันสุขภาพอย่างเต็มตัว ภายใต้จุดยืนใหม่ของแบรนด์ ‘ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี’

ซิกน่า ประกาศรุกตลาดประกันสุขภาพอย่างเต็มตัว ภายใต้จุดยืนใหม่ของแบรนด์ ‘ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี’ จุดยืนใหม่ของแบรนด์มุ่งมั่นตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยที่ต้องการสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปิดตัวแผนประกันสุขภาพ PA+OPD ภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์'แผนประกันสุขภาพมิติใหม่ (Enhance Health Products)'ซิกน่าจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจด้านประกันสุขภาพอย่างเต็มตัวในปี 2558 พร้อมมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดประกันสุขภาพของประเทศไทย บริษัท ซิกน่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกาศจุดยืนใหม่ของแบรนด์ 'ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Living Well)'ภายใต้สโลแกนใหม่ 'ซิกน่าประกันภัย คิดและทำเพื่อชีวิตที่ดีของคุณ (Living Well. Cigna)' ซึ่งต่อยอดมาจากแนวคิดหลักของซิกน่า โกลบอล Together, All the Way โดยเน้นตอบสนองความต้องการของคนไทยในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ซิกน่าสานต่อคำมั่นสัญญาของแบรนด์ด้วยการเปิดตัวแผนประกันสุขภาพ “PA+OPD” ซึ่งเป็นแผนประกันสุขภาพที่รวมประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ “แผนประกันสุขภาพมิติใหม่ (Enhance Health Products)” ที่จะสามารถตอบโจทย์ปัญหาด้านสุขภาพของลูกค้าซึ่งมีแผนที่จะเปิดตัวในตลาดประเทศไทยกลางปี 2558 จากทิศทางการดำเนินธุรกิจใหม่นี้ ซิกน่าจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจด้านประกันสุขภาพอย่างเต็มตัวในปี 2558 พร้อมมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดประกันสุขภาพของประเทศไทย จุดยืนใหม่ของแบรนด์ซิกน่า จุดยืนใหม่ของแบรนด์ซิกน่าภายใต้แนวคิด 'ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Living Well)' พัฒนามาจากข้อมูลเชิงลึกในงานวิจัยสำรวจความคิดเห็นลูกค้าของซิกน่า ซึ่งพบว่าลูกค้าของซิกน่าทั่วโลกต่างให้ความหมายของคำว่า'ความเป็นอยู่ที่ดี'และ'สุขภาพ'แตกต่างกันไปในหลากหลายทาง ตั้งแต่ด้านร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงเรื่องการเงิน โดยผลจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลุ่มลูกค้าทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพเพราะอาจทำให้พวกเขาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทุกคนจึงมองหาความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งในแง่ของสุขภาพ และสามารถช่วยลดภาระทางการเงินได้ไปพร้อมๆกัน มร.กัส จิราลโด้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้ในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา เป็นตัวตอกย้ำอย่างดีว่าพันธกิจของซิกน่าที่มุ่งเน้นในการพัฒนาสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงในชีวิตให้แก่ลูกค้าของเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงจุดอย่างมาก โดยปัจจุบัน ซิกน่าได้เดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยแบรนด์ของเราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าลูกค้าของเราควรจะมีชีวิตที่ดีทั้งทางด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน แต่ในยุคปัจจุบันการที่จะบรรลุเป้าหมายการมีชีวิตที่ดีทั้งสามด้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะเป็นจริงได้ง่ายขึ้นหากลูกค้ามีเพื่อนที่ปรึกษาที่ดี ซิกน่าจึงพร้อมที่จะเป็นคนดูแลช่วยเหลือให้สุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของคุณดีขึ้น โดยจะช่วยให้ลูกค้าของเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านทางแผนประกันความคุ้มครอง ที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยให้คำแนะนำที่จะช่วยให้ลูกค้าของเรามีสุขภาพและชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ให้คุณได้รับความคุ้มครองและความสบายใจในยามที่คุณต้องการ และการบรรลุถึงเป้าหมายของการมีชีวิตที่ดีของคุณคือสิ่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อม” จุดยืนใหม่ของแบรนด์สะท้อนกลยุทธ์ทางธุรกิจของซิกน่าที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งเน้นไปที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลักเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า “ซิกน่ายึดหลักให้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางในทุกสิ่งที่เราทำเสมอ โดยเน้นมอบประสบการณ์พิเศษให้แก่ลูกค้าและตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลที่เราให้บริการ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงง่าย สร้างความน่าเชื่อถือ มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเข้าถึงลูกค้าเฉพาะรายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ซึ่งซิกน่าจะใช้กลยุทธ์นี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคชาวไทย” มร.กัส กล่าวเพิ่มเติม ซิกน่าเผยกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่รุกตลาดประกันสุขภาพในประเทศไทย ซิกน่าในฐานะผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำระดับโลก พร้อมปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อส่งต่อคำมั่นสัญญาของแบรนด์ใหม่สู่ตลาดไทยโดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจประกันสุขภาพ ซึ่งในปี 2558 พร้อมมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดประกันสุขภาพของประเทศไทย และการดำเนินธุรกิจจะเน้นไปที่ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การสร้างเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้า การสร้างเสริมความสัมพันธ์กับพนักงาน ในขณะที่ช่องทางดิจิตอลจะเป็นช่องทางเสริมในการให้บริการและส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ซิกน่าได้วิจัยสำรวจความคิดเห็นลูกค้าและพบว่า 77.8% ของประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เหมาะสม ซิกน่าจึงนำเสนอทางเลือกในการรักษาสุขภาพให้กับลูกค้าด้วยการเปิดตัว “แผนประกันสุขภาพมิติใหม่ (Enhance Health Products)” ซึ่งประกอบด้วยแผนประกันสุขภาพหลากหลายรูปแบบที่พร้อมสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า 4 ด้าน ทั้งในแง่การเข้าถึง (Access), อำนาจการซื้อ (Buying Power), ความคุ้มครอง (Protection) และคุณภาพชีวิต (Well-being) เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสที่ดีมากขึ้นในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ได้รับการรักษาและคำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะสม รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทยอีกด้วย โดยแผนประกันสุขภาพที่จะเปิดตัวภายใต้จุดยืนของแบรนด์ใหม่ในปีนี้ คือ “PA+OPD” ซึ่งเป็นแผนประกันที่ได้รวมประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและประกันสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมทั้งความคุ้มครองอุบัติเหตุอย่างครบถ้วน นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซิกน่ายังได้สร้างความแตกต่างด้วย 'บริการเสริมพิเศษสำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัย ซิกน่า'ไม่ว่าจะเป็น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ระหว่างการเดินทาง ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก 24 ชั่วโมง สำหรับให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินหรือกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เมื่อลูกค้าอยู่ห่างจากบ้านเป็นระยะทางอย่างน้อย 150 กิโลเมตร และบริการความเห็นที่สองทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าของซิกน่าได้รับความเห็นที่สองทางการแพทย์เกี่ยวกับผลการวินิจฉัยบนพื้นฐานประวัติการรักษาเดิมของผู้ป่วย จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ทำให้รับรู้อาการป่วยของตัวเองได้อย่างถูกต้อง แม่นยำมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งลดความเสี่ยงทางกายภาพและทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลที่ผิดพลาด ทั้งนี้ ซิกน่าได้วางแผนที่จะต่อยอดและปรับปรุงการให้บริการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคให้มากขึ้นผ่านช่องทางดิจิตอล ปัจจุบันเว็บไซต์ www.cigna.co.th และ Cigna Facebook Fan Page ถือเป็นช่องทางการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนประกันสุขภาพและเคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดี สำหรับการดำเนินงานภายในบริษัทฯ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซิกน่า ประเทศไทยได้ปรับค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับ รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ อาทิ โปรแกรมการลดน้ำหนักและการเลิกบุหรี่ การแบ่งปันเคล็ดลับเพื่อสุขภาพง่ายๆ และจัดตั้งสปอร์ตคลับ ขณะเดียวกัน ซิกน่า ยังให้บริการให้คำปรึกษาแก่พนักงานและอยู่ในขั้นตอนของการติดตั้งเครื่องขายอาหารเพื่อสุขภาพอัตโนมัติภายในบริษัท “ภายใต้จุดยืนใหม่ของแบรนด์ ซิกน่าพร้อมปรับทิศทางองค์กรสู่ธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อยกระดับสุขภาพคนไทย พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดประกันสุขภาพของประเทศไทย” มร.กัส กล่าวทิ้งท้าย


   
×

Message

Warning: file_get_contents(http://www.newsdatatoday.com//index.php?option=com_multicontent&c=multicontents&task=article&type=single&id=66579&md5=fe1b37bd85deb53e118526c2e237e208): failed to open stream: HTTP request failed! HTTP/1.1 404 Not Found in /home/mtmultim/domains/powertimetoday.com/public_html/components/com_multicontent_client/helper/helper.php on line 49
   
   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
© ALLROUNDER