FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

BAACx60

   

Intuch1

   

SME

   

CPFxx

   


เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบในทุกขั้นตอน จับมือภาครัฐ ภาคเอกชนแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ อย่างยั่งยืน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบในทุกขั้นตอน จับมือภาครัฐ ภาคเอกชนแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ อย่างยั่งยืน
ในการประชุมประจำเดือนของเครือเจริญโภคภัณฑ์เมื่อ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมานายธนินท์ เจียรวนนท์ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศนโยบายตรวจสอบย้อนกลับเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยกล่าวว่า'วันนี้ ถือเป็นหน้าที่ของเราในเรื่องเกษตร ที่จะต้องผลิตสินค้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงวัตถุดิบได้ อย่างเช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องรับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่บุกรุก ไม่เผาพื้นที่ป่า เช่นเดียวกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาป่น...โลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม...เราก็ต้องรีบเร่งขับเคลื่อนระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบในทุกขั้นตอน' นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่าเครือฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และได้กำหนดเป็นนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด จึงได้ประกาศหลักเกณฑ์การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในธุรกิจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และปลาป่น ซึ่งเป็นห่วงโซ่สำคัญในการผลิตอาหารสู่ผู้บริโภค ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและถูกต้องตามกฎหมาย ตามนโยบายที่ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศไปแล้ว จากวิกฤตหมอกควันที่เกิดขึ้นในปี 2558 ทำให้รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความห่วงใยและให้ความสำคัญกับปัญหาการเผาในที่โล่งและมลพิษหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างมาก และได้มีข้อสั่งการให้เตรียมการรับมือกับปัญหาไฟป่า การเผา และมลพิษหมอกควัน โดยให้หน่วยงานต่างๆ มีการบูรณาการ ร่วมมือกัน และสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เน้นการวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และวางแนวทางแก้ไขอย่างถูกต้อง ในประเด็นสำคัญ 3 ประการ คือ ไฟป่าและการเผา มลพิษหมอกควัน และการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษหมอกควัน เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยแผนงานทั้งหมดนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะดำเนินงานได้แล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2558 เพื่อให้มีแผนงานที่ชัดเจน และได้รับงบประมาณที่สนับสนุนให้ทันกับสถานการณ์หมอกควันในปี 2559 ทั้งนี้ เพื่อให้การวางแผนงานในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในปีต่อๆไปเป็นไปอย่างครบถ้วน มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน ในคราวเดียวกันนี้กระทรวงทรัพยากรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ร่วมแสดงเจตจำนงร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลดและควบคุมการเผาเศษวัสดุภาคการเกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9 จังหวัดภาคเหนือ ในการนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษวัสดุภาคเกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อสานต่อนโยบายตรวจสอบย้อนกลับและการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว สำหรับ สาระสำคัญบันทึกข้อตกลงความร่วมมือประกอบด้วย 1.ภาคเอกชนให้ความร่วมมือในการลดและควบคุมการเผาในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำบัญชีการปลูกและซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการการเผาเศษวัสดุในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดและงดการเผาตอซังข้าวโพดและเศษวัสดุภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) หรือแนวทางอื่นๆ ตามความเหมาะสม สนับสนุนองค์ความรู้ และแนวทางแก่เกษตรกรในการทำเกษตรปลอดการเผา การไถกลบตอซังข้าวโพดในที่ราบ และการจัดการเศษวัสดุภาคการเกษตรโดยไม่เผาสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง นอกจากนั้นยังต้องส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากตอซังข้าวโพดและเศษวัสดุภาคการเกษตร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับเศษวัสดุภาคการเกษตร รวมถึงสนับสนุนให้มีการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และให้ความร่วมมือและสนับสนุนภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร และหมอกควันภาคเหนือ และปฏิบัติตามแนวทางของภาครัฐอย่างเต็มที่ 2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการลดและควบคุมการเผาในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการลงทะเบียนเกษตรกร การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นไม้ยืนต้น การส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุภาคการเกษตรโดยไม่เผาสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากตอซังข้าวโพดและเศษวัสดุภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรดำเนินการตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP) 3.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมเพื่อขยายพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และดำเนินมาตรการเพื่อจัดการพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม โดยCP Group/วันที่โพสต์17 มิ.ย. 2558

ซีพี-เมจิ ตอกย้ำภาพเบอร์ 1 ตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ พร้อมยกระดับตลาดโยเกิร์ต กางแผนรุกครึ่งปีหลัง ตามนโยบาย The Era of Innovation

ซีพี-เมจิ ตอกย้ำภาพเบอร์ 1 ตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ พร้อมยกระดับตลาดโยเกิร์ต กางแผนรุกครึ่งปีหลัง ตามนโยบาย The Era of Innovation
ซีพี-เมจิเล็งตลาดผลิตภัณฑ์นมในประเทศครึ่งปีหลัง ดีมานด์พุ่ง ประกาศขยายตลาดทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ตามนโยบาย'The Era of Innovation'ที่จะผลักดันสร้างภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีจุดขายแปลกใหม่ให้กับ ซีพี-เมจิ นำร่องด้วยการทุ่มงบลงทุนกว่า 50 ล้านบาท สร้างเซ็กเม้นท์ใหม่ในตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ เปิดตัว'เมจิ ไฮโปรตีน'ชูจุดเด่นนมพาสเจอร์ไรซ์นวัตกรรมใหม่ที่ให้โปรตีนสูงถึง 2 เท่า พร้อมแคลเซียมและไขมันต่ำ เพื่อเอาใจกลุ่มผู้รัก การออกกำลังกาย มั่นใจผลตอบรับดี คาดสามารถชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม 5% หรือคิดเป็นยอดขาย 200 ล้านบาท สุจริต มัยลาภกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและผู้นำตลาดด้านนมสด พาสเจอร์ไรซ์'เมจิ'และโยเกิร์ต"เมจิ บัลแกเรีย'เผยว่า จากภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตในช่วง 5 เดือนของปี 2558 ที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.6% ของมูลค่าตลาดรวมกว่า 25,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2557 โดยหากเจาะดูภาพตลาดเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ที่บริษัทฯ ร่วมแข่งขันอยู่คือ ตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ ที่เติบโตอยู่ +2.9%, ตลาดนมเปรี้ยวที่เติบโตอยู่ที่ +2% และตลาดโยเกิร์ตที่ชะลอการเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาที่ -3.5% ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีผู้เล่นแบรนด์หลักต่าง ขยับตัวด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมรายการส่งเสริมการขายที่ดุเดือด เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำตลาด จึงคาดการณ์เอาไว้ว่าปิดปี 2558 ตลาดจะมีภาวะเติบโตที่ประมาณ +5 ถึง 10%
ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ถือว่า เป็นกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนใหญ่ของบริษัทฯ โดยทิศทางภาพรวมของผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์ภายใต้แบรนด์'เมจิ'ปัจจุบันมีอัตราเติบโตอยู่ที่ +3.4% ครองมาร์เก็ตแชร์ ที่ 55% ซึ่งถือเป็นอันดับ1 ของตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ พร้อมกันนี้จากการวิเคราะห์ตลาดผลิตภัณฑ์นม ยังพบว่าผู้บริโภคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเลือกรับประทานอาหารแบบธรรมชาติควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้ทั้งสุขภาพและรูปร่างที่ดี จากปัจจัยบวกดังกล่าว ซีพี-เมจิ จึงประกาศแผนผลักดันตลาดช่วงครึ่งปีหลังด้วยแคมเปญใหญ่ โดยทุ่มงบลงทุน 50 ล้านบาท เปิดตัว เมจิ ไฮโปรตีน ตอกย้ำภาพผู้นำตลาด พร้อมขยายการบริโภคสู่เซ็กเม้นท์ใหม่ "ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรซ์ของ ซีพี-เมจิ ทุกตัวล้วนตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม แต่เราได้เล็งเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มตามนโยบายการเป็น'The Era of Innovation'เช่นกลุ่มลูกค้าที่เน้นการออกกำลังกาย ทั้งนี้ จากการศึกษาผู้บริโภคกลุ่มนี้พบว่านิยมการทานอาหารเสริมต่างๆ โดยจะเน้นเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ พร้อมการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้สุขภาพและรูปร่างตามที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบกับความยุ่งยากเกี่ยวกับวิธีการรับประทานและราคาที่ค่อนข้างสูง จึงถือเป็นโอกาสของ ซีพี-เมจิ ในการตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดกับ นมเมจิ ไฮโปรตีน" โดย กรรมการผู้จัดการ แห่ง ซีพี-เมจิ กล่าวต่อไปว่า "นับเป็นครั้งแรกของตลาดผลิตภัฑณ์นม ในเมืองไทย เพราะ เมจิ ไฮโปรตีน แตกต่างจากนมพาสเจอร์ไรซ์ทั่วไปในตลาด ด้วยจุดเด่น เป็นนมโปรตีนสูง มีให้เลือก 2 สูตร ได้แก่ สูตรเวย์ เป็นเวย์โปรตีนคุณภาพสูงนำเข้าจากอเมริกา มีโปรตีนสูงถึง 2 เท่า หรือเทียบเท่ากับการชงเวย์ถึง 1 สกู๊ป จึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรสชาติอร่อยของรสช็อกโกแลตเข้มข้น แต่หวานน้อย จึงดื่มง่ายกว่าเวย์โปรตีนทั่วไป และ สูตรแอลคาร์นิทีน มีแอลคาร์นิทีนสูงถึง 500 มิลลิกรัม เทียบเท่าแอลคาร์นิทีน 1แคปซูล ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้อย่างเต็มที่ มาในรสจืดที่หอมอร่อยกลมกล่อม โดยทั้ง 2 สูตร นอกจากให้ประโยชน์จากโปรตีนแล้ว ยังมีแคลเซียมสูงแต่ไขมันต่ำ บรรจุมาในรูปแบบขวดขนาด 350 มิลลิลิตร ราคา 49 บาท มีจำหน่าย ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วไป" ดังนั้น เมจิ ไฮโปรตีน จึงถือเป็นนมโปรตีนสูงตัวแรกที่จะเข้ามาปลุกวงการนมให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยนมที่ให้โปรตีนสูงนั้นถือว่ากำลังเป็นที่ได้รับความนิยมอยู่ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะที่อเมริกาและยุโรป ดังนั้น เมจิ ไฮโปรตีน ทั้ง 2 สูตร จึงถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากกว่าทั้งในด้านสารอาหาร รวมถึงความสะดวกในการบริโภค, ราคา ที่เหมาะสมและหาซื้อง่าย ด้านการสร้างการรับรู้ของผลิตภัณฑ์สู่กลุ่มเป้าหมาย นายสุจริต กล่าวเพิ่มเติมว่า "การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวนี้ถือเป็นการขยายตลาดสู่เซ็กเม้นท์ใหม่ เราได้วางแผนเน้นการใช้สื่อต่างๆ เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเตรียมงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของ เมจิ ไฮโปรตีน ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ทั้ง Above the line และ Below the line ซึ่งเป็นการ ตอกย้ำการรับรู้สินค้าของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการปลุกกระแสเรื่อง "นมโปรตีนสูง" ผ่านสื่อออนไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดในการสร้างมุมมองใหม่ๆ ต่อประโยชน์ของนม ที่นอกจากอุดมไปด้วยแคลเซียมแล้ว ยังเป็นแหล่งของโปรตีนสูงด้วย ซึ่งโปรตีนนั้นมีประโยชน์มากมาย มากกว่าการซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการสร้างกล้ามเนื้อในร่างกาย และช่วยลดน้ำหนัก พร้อมกันนี้เรายังได้เตรียมจัดกิจกรรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสดีที่ 2 กรกฎาคม 2558 ณ ลานอีเดน ชั้น1ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์" "เราคาดว่า จากการออกสินค้าใหม่จะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านบาท โดย เมจิ ไฮโปรตีน ถือเป็นแคมเปญใหญ่ของครึ่งปีหลัง ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และเป็นผู้นำในการออกสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ตามนโยบาย The Era of Innovationอีกด้วย"นายสุจริตกล่าวทิ้งท้าย สำหรับ แนวทางการดำเนินงานของ ซีพี-เมจิ ในครึ่งปีหลัง 2558 นั้น นอกจากจะโฟกัสการออกผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมในกลุ่มสินค้านมพาสเจอไรซ์แล้ว ยังเตรียมแผนใหญ่ในการบุกตลาดโยเกิร์ตอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคได้อย่างดี และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ตรงตามเป้าหมาย ที่วางไว้ โดยตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 8,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตประมาณ +17% โดยCP-Meiji/วันที่โพสต์3 ก.ค. 2558

เครือเจริญโภคภัณฑ์ 'ข้าว-ปลา-ปาล์ม'ศูนย์เรียนรู้เกษตรทันสมัย รับการเกษตรอนาคต

เครือเจริญโภคภัณฑ์ 'ข้าว-ปลา-ปาล์ม'ศูนย์เรียนรู้เกษตรทันสมัย รับการเกษตรอนาคต
นายขุนศรี ทองย้อย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซี.พี.) เปิดเผยว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร มีความต้องการยกระดับรายได้เกษตรกรไทย จึงนำแนวคิดที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมประการณ์จากการอยู่ในภาคเกษตรมายาวนานหลายสิบปี รวมถึงการได้ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจข้าวของประเทศไทย และการได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์เยี่ยมชมการปลูกข้าวจากทั่วทุกมุมโลกโดยเฉพาะในประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซี.พี.)โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร จึงได้มีนโยบายให้จัดดำเนินโครงการเกษตรทันสมัย ขึ้นในหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร ต.เทพนคร และ ต.คณฑี อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์เรียนรู้เกษตรทันสมัย ข้าว-ปลา-ปาล์ม'เป็นการทำนาด้วยนวัตกรรมใหม่ที่สุดในโลก ระบบเกษตรอินทรีย์ หรือ ระบบธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง แต่ใช้น้ำฆ่าแมลงแทน ทำให้น้ำในนาปลอดสารพิษ สามารถเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นรายได้เสริมช่วงปลูกข้าวได้ 'ศูนย์เรียนรู้เกษตรทันสมัย ข้าว-ปลา-ปาล์ม'ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 เพื่อให้เกษตรกรไทยได้เรียนรู้ด้านเกษตรทันสมัย เป็นการพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรให้สูงขึ้นเหมือนในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่เกษตรกรสามารถไปเที่ยวทั่วโลกได้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรรมที่ทำอยู่ปัจจุบัน เกษตรกรถึงจะลืมตาอ้าปากได้ เป็นการเกษตรสมัยใหม่ที่สามารถสร้างผลผลิต สร้างรายได้ที่สูงขึ้น ลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ทาง กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ได้จัดรูปที่ดินจำนวน 290 ไร่ แบ่งออกเป็น- พื้นที่เก็บสำรองน้ำและชลประทานภายในโครงการ 24 ไร่ เก็บน้ำได้ 145,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมเลี้ยงปลาเพื่อสร้างรายได้ - พื้นที่สำรองน้ำและอนุบาลลูกปลา ลูกกุ้ง ขนาด 2 ไร่ 3 บ่อ ปริมาณน้ำบ่อละ 12,000 ลูกบาศก์เมตร รวม 36,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่ออนุบาลไว้ 2 เดือนก่อนปล่อย - พื้นที่ปลูกข้าว 4 แปลง รวม 136 ไร่ แต่ละแปลงมีขนาด 90 X 600 เมตร หรือแปลงละ 34 ไร่ ออกแบบให้รถเก็บเกี่ยวขนาดหน้ากว้าง 3 เมตร วิ่ง 15 รอบ เก็บเกี่ยวหมดแปลงพอดี - พื้นที่เลี้ยงปลานิลและกุ้งก้ามกราม รอบแปลงข้าว ในลักษณะขาวัง คือ ช่วงบนกว้าง 9.6 เมตร ช่วงล่างกว้าง 6 เมตร ความลึก 1.5 – 2 เมตร พื้นที่รวม 9 ไร่ ปริมาณน้ำบ่อละ 28,800 ลูกบาศก์เมตร - พื้นที่ถนน กว้าง 12 เมตร สูงจากระดับแปลงนา 2 เมตร เพื่อเป็นคันนา ที่สามารถปลูกปาล์มน้ำมันหรือมะพร้าวได้ 2 แถว โดยรถเครื่องจักรการเกษตรเข้าทำงานได้ การจัดรูปที่ดินมีความต่างระดับ จากพื้นที่เก็บสำรองน้ำ ลงไปทางท้ายแปลงนา เพื่อเพิ่มและลดระดับน้ำในแปลงนาได้ โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงแทนการใช้พลังงาน สามารถปล่อยน้ำเข้าท่วมต้นข้าวได้ภายใน 4 – 6 ชั่วโมง ด้วยการวางแผนบริหารจัดการอย่างลงตัวระหว่างการปลูกข้าว เลี้ยงปลา และเลี้ยงกุ้งหลังจากปักดำข้าวพันธุ์ CP333ประมาณ 7 วัน จะเริ่มปล่อยลูกปลานิล จำนวน 400,000 ตัว และลูกกุ้งก้ามกรามตัวผู้ จำนวน 400,000 ตัว จากบ่ออนุบาล ลงเลี้ยงในแปลงข้าว ทั้ง 4 แปลง ระหว่างที่ต้นข้าวกำลังเจริญเติบโต ระดับน้ำเลี้ยงต้นข้าวจะสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หากมีแมลงระบาดในนาข้าว จะเพิ่มระดับน้ำให้สูงท่วมต้นข้าวเพื่อให้แมลงตายลอยน้ำ และปลามากินแมลง จากนั้นไม่เกิน 4-6 ชั่วโมง จะปล่อยน้ำออกให้อยู่ในระดับเดิม แมลงศัตรูข้าวจึงถูกกำจัดโดยไม่ต้องใช้สารเคมี เมื่อถึงระยะการเก็บเกี่ยวข้าว หรือประมาณ 4 เดือน จะลดระดับน้ำบนแปลงนา คงเหลือไว้เฉพาะคูน้ำโดยรอบ เพื่อให้เครื่องจักรลงเก็บเกี่ยวได้ เมื่อการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จะปล่อยน้ำเข้าท่วมแปลงทั้งหมด ความสูงน้ำประมาณ 120 เซนติเมตรจากระดับแปลงนา เพื่อให้ปลาและกุ้งเจริญเติบโตต่อเนื่องไปอีก 2 เดือน วิธีการเช่นนี้ ยังช่วยตัดวงจรโรคและแมลงได้ในส่วนของแนวถนนหรือคันนา ปลูกปาล์มน้ำมัน ลูกผสมCP Super Ghanaระยะปลูก 8 เมตร จำนวน 600 ต้น มะพร้าวลูกผสม ชุมพร2 และลูกผสม สวี1 ระยะปลูก 6 เมตร จำนวน 900 ต้น โดยใช้ระบบให้น้ำและธาตุอาหารแบบสปริงเกอร์ ในส่วนของปาล์มและมะพร้าวเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 อายุเก็บเกี่ยว 20 ปี รูปแบบดังกล่าว จะสามารถปลูกข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลาและกุ้งก้ามกรามได้ ปีละ 12 รอบ และเมื่อต้นปาล์มน้ำมันและมะพร้าว อายุปลูกครบ 4 ปี สามารถเก็บเกี่ยวปาล์ม ได้เฉลี่ย 15 วัน/ครั้ง และ มะพร้าว เฉลี่ย 20 วัน /ครั้ง ทั้งนี้ เมื่อหักต้นทุนการผลิตแต่ละชนิด ประมาณการว่าในแต่ละปี พื้นที่ 1 ไร่สามารถสร้างรายได้จากการปลูกข้าว10,500บาท ปลานิล 14,500 บาท กุ้งก้ามกราม 17,100 บาท ปาล์มน้ำมัน 7,200 บาท (เริ่มปีที่ 4) และมะพร้าว 6,700 บาท (เริ่มปีที่ 4 ) หรือรวมรายได้จากผลผลิตต่างๆ ประมาณไร่ละ 56,000 บาท / ปี ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้เกษตรทันสมัย ข้าว-ปลา-ปาล์ม เริ่มดำเนินการเกษตรตามแผนงาน ซึ่งคาดว่าศูนย์แห่งนี้ จะสามารถเป็นแปลงสาธิตการทำเกษตรทันสมัย เป็นแหล่งทดลองปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสานพึ่งพาซึ่งกันและกัน และเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรและผู้สนใจศึกษาดูงาน เพื่อนำสู่การพัฒนาต่อยอดให้ภาคการเกษตรของไทยมั่นคง และก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป โดยCP CROP/วันที่โพสต์20 ก.ค. 2558

โครงการเลี้ยงไก่ไข่อาหารกลางวันนักเรียน การ 'ให้'อย่างมีคุณค่า ทั้งด้านสังคม-การศึกษา-การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โครงการเลี้ยงไก่ไข่อาหารกลางวันนักเรียน การ 'ให้'อย่างมีคุณค่า ทั้งด้านสังคม-การศึกษา-การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
หลายท่านคงเคยได้ยินและรู้จัก'โครงการเลี้ยงไก่ไข่อาหารกลางวันนักเรียน'ที่มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทและเหล่าพนักงาน ได้ดำเนินการภายใต้แนวพระดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่ต้องการให้เยาวชนได้รับโภชนาการที่ดี มีอาหารอิ่มท้องพร้อมที่จะเรียนรู้ ระยะเวลากว่า 25 ปี ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบันได้สนับสนุนโรงเรียนไปแล้ว 513 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน 113 แห่ง และโรงเรียนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 400 แห่ง มีเยาวชนไทยเข้าร่วมโครงการกว่า 120,000 คน ได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และครูกว่า 8,000 คน และชุมชนกว่า 600 หมู่บ้าน ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ และในปี 2559/2560 จะขยายผลในโรงเรียนเพิ่มอีก 50 แห่ง จุดประสงค์ของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ไม่เพียงแต่ต้องการผลผลิตไข่ไก่ให้เด็กๆ ได้รับประทาน ตลอดช่วงเวลาเปิดเทอมเท่านั้น แต่ยังต้องการให้เกิดการพัฒนาระบบบริหารจัดการ โครงการเพื่อให้แต่ละโรงเรียน สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ดังนั้น ก่อนที่โครงการจะมอบโรงเรือนพร้อมอุปกรณ์ตลอดจน แม่พันธุ์ ไก่สาวและอาหารในรุ่นแรกซึ่งมีระยะเวลา 13-14 เดือน แก่โรงเรียนแบบให้เมล็ดพันธุ์ โรงเรียนต้องจัดผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับ ผู้อำนวยการ ครูผู้ดูแล โครงการ และนักเรียนผู้รับผิดชอบ ได้รับการอบรมก่อนการดำเนินโครงการและปฏิบัติการจริง เพื่อเป็นผู้ประกอบการทางสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อสาธารณะ คือ ภาวะทุพโภชนาการลดลง แต่บริหารจัดการเชิงธุรกิจ รู้ต้นทุน รู้กำไร รู้ขาดทุน รู้การตลาดระดับชุมชน ขณะเดียวกันซีพีเอฟก็จะจัดส่งสัตวบาลเข้าติดตาม ให้คำปรึกษาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ร่วมมือปลุกปั้นและสอนการเลี้ยงไก่ไข่อย่างถูกหลักวิชาการ กระทั่งได้ผลผลิตไข่ไก่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อการเลี้ยงดำเนินไปจนครบวาระในรุ่นแรก โรงเรียนจะมีทุนตั้งต้นเป็นกองทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินโครงการในรุ่นต่อไปทันทีอย่างน้อย 100,000 - 200,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนแม่ไก่ที่จะสอดคล้องกับปริมาณนักเรียนในแต่ละโรงเรียนและขนาดของชุมชน) การดำเนินการเลี้ยงไก่ไข่ในรุ่นที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น ด้วยการที่โรงเรียนต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนดังกล่าว ซื้อแม่ไก่สาวและอาหาร ไปเลี้ยงภายในโรงเรือนและอุปกรณ์ชุดเดิม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ต่อเนื่องได้หลายปี น่าแปลกที่ตรงนี้กลับกลายเป็นประเด็นที่คนภายนอกโครงการมองว่า ทำไมต้องให้โรงเรียนซื้อ ทำไมจึงไม่มอบให้โรงเรียนแบบให้เปล่าไปเลยเหมือนรุ่นแรก บริษัทต้องการหากินกับเด็กนักเรียนหรือ? สิ่งเหล่านี้ นับเป็นการตั้งข้อสังเกตที่มีประเด็น สาระสำคัญ ประเด็นแรก โครงการนี้ตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความยั่งยืน ดังนั้น เมื่อมีการมอบทั้งโรงเรือน แม่ไก่ และอาหาร ในรุ่นแรก เป็นทุนตั้งต้นให้ทุกโรงเรียนแล้ว โรงเรียนต้องบริหารจัดการเอง ขายไข่ไก่เองผ่านระบบสหกรณ์ของโรงเรียน ทำให้เกิดการสร้างการคิดร่วมกัน ทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับประถมและส่วนหนึ่งขายเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียนและบางส่วนจำหน่ายภายในพื้นที่ที่เป็นตลาดชุมชน โดยเน้นการขายปลีกเพื่อสร้างทักษะอาชีพให้แก่เด็กนักเรียน โรงเรียนต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ต้องประกอบไปด้วย 4 แผนก ได้แก่ แผนกผลิต แผนกขาย แผนกบัญชี-การเงิน แผนกคลังสินค้า และแผนกประชาสัมพันธ์และข้อมูล โดยต้องมีบุคลากรจากหลายฝ่ายมา ร่วมกัน ทั้งเด็กนักเรียน ครู ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ผู้นำชุมชน โดยระบบสหกรณ์ของโรงเรียน ต้องมีการจดบันทึกทุกวัน และรายงานเดือนละครั้ง นอกจากนี้ โครงการต้องผ่านการเห็นชอบและการมีส่วนร่วมของชุมชน คือ กรรมการสถานศึกษา กรรมการหมู่บ้าน อบต. และ ผู้บริหารตามสายงานขององค์กร เช่น ตชด. หรือ สพฐ.เขตพื้นที่ การอบรม การสอน การติดตาม ตลอดจน มีกฎเกณฑ์การทำบัญชีเข้าออกที่สอนตั้งแต่เด็กนักเรียนว่าต้องบันทึกปริมาณไข่ที่เก็บได้ในแต่ละวัน การส่งไข่เข้าสหกรณ์โรงเรียน หรือแม้แต่การเบิกจ่ายไข่ไก่เข้าห้องครัว ฯลฯ ดังกล่าว ล้วนเป็นหลักการของวิชาบริหารธุรกิจ หรือ mini MBA ที่โครงการได้พยายามถ่ายทอดให้เด็กและโรงเรียนทำให้ได้รู้ต้นทุน กำไร และเงินสดหมุนเวียนหรือเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงทุกวัน working-based learning อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการได้ การมอบสินทรัพย์ เพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการมอบวิชาบริหารจัดการให้ด้วย ไหนเลยโครงการจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนทุกวันนี้ ประเด็นที่สอง เมื่อโครงการมีทุนเริ่มต้น ต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะบริหารในรุ่นต่อๆ ไป การให้โรงเรียนซื้อปัจจัยการผลิตไข่ใน รุ่นที่ 2 เป็นต้นไป จึงเหมือนกุศโลบายและเป็นแบบฝึกหัด ให้โรงเรียนได้ทดลองปฏิบัติ โดยมีเงินทุนตั้งต้นเป็นเดิมพัน หลายโรงเรียนที่ทุกวันนี้ดำเนินการมาเป็นมากกว่ารุ่นที่ 10 ปริมาณเงินทุนของโครงการสูงขึ้นทุกรุ่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอื่นภายในโรงเรียน เช่นโครงการปลูกผักปลอดสาร โครงการผลิตไข่เค็มไอโอดีน ที่สามารถมากู้ไปใช้ดำเนินโครงการ โดยไม่เสียดอกเบี้ย(แต่หมุนกลับคืนมาที่กองทุน) หากมอบไก่และอาหารให้ในทุกรุ่น จะเป็นการเพาะนิสัยการเป็น'ผู้รับ'แต่ไม่ได้สร้าง'ผู้ปฏิบัติ'ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการสนับสนุนความยั่งยืนของโครงการ ประเด็นที่สาม โครงการไม่มีข้อกำหนดใดๆ ว่า การเลี้ยงไก่ไข่ในรุ่นต่อๆ มา โรงเรียนจะต้องซื้อพันธุ์สัตว์และอาหารจากบริษัท แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าแทบทุกโรงเรียนตัดสินใจเลือกซื้อพันธุ์และอาหารจากซีพีเอฟ นั่นเป็นเพราะ คุณภาพของแม่ ไก่สาว ตลอดจนอาหารไก่ไข่ ของซีพีเอฟมีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ขณะที่บางโรงเรียนก็ได้ทดลองไปซื้อของแหล่งอื่น แต่สุดท้ายก็กลับมาซื้อของบริษัทอีกในที่สุด ในประเด็นนี้ยืนยันได้ว่าโรงเรียนจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะซื้อพันธุ์ไก่จากที่ใด ประเด็นที่สี่ เหตุผลสำคัญอีกประการคือ ทุกโรงเรียนที่ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จะซื้อพันธุ์และอาหารจากบริษัทในราคาต้นทุน แม้ในบางช่วงเวลาที่เกิดภาวะแม่ไก่สาวในท้องตลาดมีไม่เพียงพอ แต่บริษัทจะดำเนินการจัดหาแม่พันธุ์มาส่งมอบให้โรงเรียนก่อนที่จะจัดขายให้ลูกค้า (แม้การขายให้ลูกค้าจะได้กำไรก็ตาม) นั่นเป็นเพราะเด็กๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลต้องได้รับประทานโปรตีนไข่เป็นประจำ บริษัทจึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องจัดหา และส่งมอบพันธุ์ไก่แก่โรงเรียนต่างๆ ให้ได้ นับเป็นความรับผิดชอบของบริษทที่ผู้บริหารตลอดจนสัตวบาลทุกคนตระหนักดี ปัจจุบัน โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านการนำผลผลิตไข่ไก่ มาประกอบอาหารให้เด็กทุกคนได้รับประทานปีละ 120 ฟองต่อคนต่อปี เป็นอย่างน้อย และยังต่อยอดไปถึงการ บูรณาการสู่การเรียนการสอน เรื่องการจัดการอาชีพเกษตร แก่เด็ก ครู และชุมชนถือเป็นผลพลอยได้ที่สำคัญในการผลิต'ยุวเกษตรกร'และ'เกษตรกรยุคใหม่'ให้แก่ประเทศไทย ประเทศเกษตรกรรมผู้ผลิตอาหารป้อนโลก กล่าวโดยสรุป โครงการนี้เป็นการให้อย่างมีวิธีการ มีระบบ ก่อให้เกิดคุณค่า 5 ประการ ทั้งด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือ 1. ขนาดของโครงการพอเหมาะกับจำนวนนักเรียน ชุมชน 2. เป็นแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ห่างไกลเมือง 3. การออกแบบโครงการ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน หากหน่วยงานภายนอกไม่ให้ความช่วยเหลือ โรงเรียนต้องสามารถดำเนินการต่อไปได้ นั่นคือ ต้องมีกองทุนหมุนเวียนของตนเองที่เพียงพอที่จะทำในรุ่นต่อไป พึ่งพาตนเองได้ 4. มีองค์ความรู้และถ่ายทอดต่อไปได้ จนเกิดความชำนาญ และ ประเด็นสำคัญ คือ มีคุณธรรม เป็นการสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบแก่เด็กๆเยาวชน และโปร่งใสสามารถ ตรวจสอบได้... สุดท้าย...วันนี้โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตอาหารของชุมชนแล้ว ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของโครงการพัฒนาที่เน้นการมาชีส่วนร่วมของชุมชน และเป็นโครงการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตของชุมชนที่ห่างไกล เป็นแหล่งบ่มเพาะด้านการคิดร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และคิดถึงส่วนรวม เสียสละต่อส่วนรวม เพราะการทำงานโครงการนี้จะมีทั้งวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันปิดเทอมของการเลี้ยง 1 รุ่น 13-14 เดือน.... และเป็นห้องเรียนด้านการจัดการอาชีพเกษตรกรเชิงธุรกิจ...จากรุ่นนี้...สู่รุ่นต่อไป โดยมีผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “อาหารอิ่มท้อง...จากผลผลิต จากฝีมือการทำงานของลูกหลาน ของชุมชน... เป็นความสุขจากการให้ตอนเริ่มต้น และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาวในทุกมิติ..ในตอนท้ายของแต่ละรุ่น และรู้ว่า'จะเรียนรู้ต่อไปอย่างไร?'ในอนาคต โดยCP Group/วันที่โพสต์3 ก.ค. 2558โดย สุปรี เบ้าสิงห์สวย กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท

บิ๊กป๊อกโต้วุ่น 'เทือก'เงาคสช. 'ปชป.'ผสมโรง เชียร์ปฏิรูปก่อน

บิ๊กป๊อกโต้วุ่น 'เทือก'เงาคสช. 'ปชป.'ผสมโรง เชียร์ปฏิรูปก่อน 'บิ๊กป๊อก'ปัด คสช.ไม่เกี่ยว 'เทือก-กปปส.'ปชป.-สปช. โผล่หนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หลายพรรครุมจวกชงยื้ออยู่ต่อ'ตือ' จี้พูดให้ชัดปฏิรูป กี่วัน ชูวิทย์ชี้กำลังทวงบุญคุณรัฐบาล 'จตุพร'ระบุเทือก กำลังสั่ง "บิ๊กตู่" อยู่ต่อ แนะจับตาความเคลื่อนไหวกลุ่มกปปส. 'บิ๊กตู่'ไม่ท้อเทียร์ 3 ลั่นลุยล้างค้ามนุษย์ เร่งแก้ปม'ไอยูยู -ไอซีเอโอ' 'บิ๊กตู่'ลั่นลุยล้างค้ามนุษย์ วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 25 ฉบับที่ 9012ข่าวสดรายวัน เมื่อวันที่ 31 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกรายงานประจำปีในเรื่อง "สถานการณ์การค้ามนุษย์" (TIP Report) ประจำปี 2558 ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามและรับทราบผลก่อนหน้านี้แล้ว และไม่รู้สึกท้อ ไม่ผิดหวังใดๆ ต้องยอมรับในกติกาของสากล รัฐบาลไทยจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ต่อไป เพราะสงสารคนเหล่านี้ที่ถูกหลอกลวง ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าใคร ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด โดยรัฐบาลถือเป็น 'วาระแห่งชาติ' และพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ ทุกองค์กรปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ให้หมดจากแผ่นดินไทยให้ได้ สนับสนุนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ในอาเซียนทั้งหมด พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้บ้านเมืองมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ใครจะว่าอย่างไรก็อย่าท้อแท้ ต้องยึดมั่นในเจตนา ทำเพื่อประเทศไทยและเพื่อให้สังคมไทยปลอดภัย ไม่เสียชื่อเสียง ส่วนความเข้าใจของต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องอธิบายกัน แต่ถ้าคนไทยด้วยกันฟังแล้วคิดใคร่ครวญให้ดี การที่จะทำอะไรให้ใครเขายอมรับได้ ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นให้ได้ก่อน เขาจะได้เข้าใจเรา เร่งแก้ปม'ไอยูยู-ไอซีเอโอ' "อย่าลืมว่า เขามาดูในช่วงต้นๆ ที่เราเพิ่งแก้ไข วันนี้เราแก้ไขมาหลายเดือนแล้ว ถ้ามันเลยไปอีก มันต้องดีขึ้น หลายอย่างชัดเจนขึ้น การลงโทษเจ้าหน้าที่ การลงโทษผู้เกี่ยวข้อง 100 กว่าราย เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เขาน้อยกว่าเรามาก คดีความนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เราต้องแก้ไขให้ได้ทั้งระบบโดยเร็ว ถ้าเรามีความพยายามอย่างชัดเจนแล้ว วันหน้าเราจะได้มีผลงานปรากฏ ยกระดับขึ้นมาเป็น เทียร์ 2 ได้ในอนาคตโดยเร็ว" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหามีซับซ้อนกันอยู่มีหลายเรื่อง ทั้งค้ามนุษย์ ไอซีเอโอและไอยูยู ก็เช่นเดียวกันถ้าจะตัดสินอย่างไรก็เรื่องของเขา เราต้องทำของเราให้ดีที่สุด เพื่อคนไทย ทรัพยากรไทย สิทธิมนุษยชน ดูแลทุกคนในโลกใบนี้โดยเฉพาะอาเซียนที่มีผลกระทบโดยรวม ก็ขอความร่วมมือ ความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนคนไทยทุกคน อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และส่วนที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไข โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการ รวมทั้งแรงงานด้วย อย่าตกเป็นเหยื่อเขา ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประเทศเรามีผลกระทบหลายอย่าง การค้า การลงทุนต่างๆ ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้มันหายไปให้ได้จากสังคมไทย ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นทุกเรื่อง การต่อต้านการค้ามนุษย์ ไอยูยู ไอซีเอโอ ที่มันมีปัญหาทับซ้อนมายาวนานจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รัฐบาลนี้จะจริงจังทุกเรื่อง ชี้'โรงไฟฟ้า'ต้องมีข้อยุติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ความทันสมัย เทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การเกษตร อุตสาหกรรม มันต้องใช้ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งตนก็ต้องศึกษาด้วย ไม่ใช่คิดเอาแต่ตัวเอง ตนไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าอะไรทำได้ก็ทำ ถ้ามีปัญหาสั่งไปแล้วไม่ถูก ตนก็ไม่ฝืนให้ทำ ทุกอย่างที่สั่งไป ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกคนใน ครม. "ผมบอกแล้วว่า ผมริเริ่มให้ได้ แต่ถ้ามันผิด ก็อย่าปล่อยให้ผมทำผิด เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติต้องยืนยันว่า ทำได้หรือไม่ได้ เช่นปัญหาพลังงาน โรงไฟฟ้า ผมว่า ต้องทำให้มันชัดเจนได้ข้อยุติ จะยังไงต่อไป ผมไม่ได้หมายความว่า ผมไปดันทุรังต้องทำให้ได้หรือไม่ได้ ผมยังไม่ได้พูดถึงเลย อย่าไปตีความกันผิดๆ ถูกๆ เพียงแต่รับฟัง แล้วหาทางออกกันให้ได้ เพื่อประโยชน์ของชาติในอนาคต ถ้าไม่ได้จะไปทำที่ไหน ทำอะไรแทน ต้องตอบกันมาให้ชัดเจน ทั้งสองฝ่าย แล้วมีบุคคลที่ 3 มาด้วย เราจะไม่ปิดกั้นใครทั้งสิ้น ก็เข้ามา ฝากข้าราชการในพื้นที่ด้วย"พล.อ.ประยุทธ์กล่าว 'ป๊อก'ปัดคสช.ไม่เกี่ยวกปปส. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมมอบนโยบายผู้ว่าฯ ทั้ง 76 จังหวัด กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปแห่งประเทศไทย (มูลนิธิ กปปส.) ประกาศสนับสนุน คสช. ให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จนถูกตั้งข้อสังเกตถึงการเคลื่อนไหวของ กปปส.เปรียบเสมือนเงาของ ครม.และคสช. ว่าไม่เกี่ยวกัน ทั้งนี้ ครม.ทำงานขึ้นกับพล.อ.ประยุทธ์ ทำงานตามนโยบายให้ดีที่สุด เน้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก็จบ ยืนยันว่ารัฐบาลทำงานเต็มที่ เมื่อถามว่า การที่คสช.อนุญาตมูลนิธิกปปส.ออกมาแถลง อาจมีกลุ่มการเมืองอื่นออกมาเคลื่อนไหวบ้าง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คงตอบแทน คสช.ไม่ได้ อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูโดยหลักการแกนนำ กปปส. ออกมาพูดถึงเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิ ไม่ได้ออกมาชุมนุมแต่อย่างใด ซึ่งในวันดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าไปอยู่ในงานด้วย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนคงไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านเมืองอีก อยากให้ทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย 'ไก่อู'ถูกห้ามจ้อการเมือง ด้านพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ในฐานะรองเลขาธิการคสช. กล่าวถึงกรณีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์คสช. หลังจากอนุญาตให้นายสุเทพแถลงข่าวเกี่ยวกับ เรื่องการปฏิรูป ซึ่งถือว่าประเด็นทางการเมือง ว่า ก่อนหน้าที่นายสุเทพจะแถลงข่าวได้ทำหนังสือขออนุญาตมายังคสช. โดยระบุว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ส่วนรายละเอียดเนื้อหาในวันแถลงข่าวนั้นตนยังไม่ทราบ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ทหารที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์สรุปรายละเอียดของเนื้อหามาให้คสช.ตรวจสอบอีกครั้ง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงแถลงการณ์ของนายสุเทพว่า พล.อ.ประยุทธ์ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งการให้ตนไม่แสดงความเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของคนฝั่งสีเสื้อที่เห็นต่าง แม้ขณะนี้จะมีน้อยลงกว่าอดีตก็ตาม และนายกฯ อยากให้ตนตอบคำถามเฉพาะงานของรัฐบาลมากกว่า ตนยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าทำตามโรดแม็ปอย่างเต็มที่และต่อเนื่องอยู่แล้ว เมื่อถามว่าเหมือนว่านายสุเทพจะกดดันรัฐบาลให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหากทำไม่เสร็จ รัฐบาลนี้ต้องอยู่ต่อนั้น พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า สิ่งที่นายสุเทพแถลง หากเรารับฟังและทำตาม แล้วหากวันนี้หรือพรุ่งนี้ ฝั่งโน้นฝ่ายนี้แถลงอีก รัฐบาลก็ต้องทำตามหมด มันเป็นไปไม่ได้ เราทำหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว 'วิทยา'ชี้'เทือก'-ไม่มีแอบแฝง นายวิทยา แก้วภราดัย รองประธานมูลนิธิ กปปส. กล่าวถึงกรณีมีหลายฝ่ายวิจารณ์นาย สุเทพ ว่าอย่าไปวิเคราะห์หรือคิดมาก ตัวมูลนิธิไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงวันสองวัน หรือตั้งจากการแถลงข่าวของนายสุเทพเท่านั้น แต่ตั้งมาเกือบจะครบปีแล้ว ซึ่งกิจกรรมก็ทำไปแล้วหลายส่วน เช่น การดูแลผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน ปี 2556-57 และมูลนิธิจดแจ้งตามกฎหมายทุกประการ ฉะนั้นมูลนิธิปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่มีอะไรแอบแฝง นายวิทยา กล่าวต่อว่า ส่วนจุดยืนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น พูดมาก่อนมีปฏิวัติในปี 2557 ซึ่งจุดยืนยังไม่เปลี่ยนแปลง เท่าที่ฟังเห็นว่าประชาชนไม่ต้องการให้เสียของ ไม่ใช่ให้รีบจัดการเลือกตั้ง เพื่อสนองอารมณ์นักการเมืองที่ว่างงานแล้วมาซื้อเสียงและมาโกงกันอีก ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ของประชาชนและการปฏิวัติเสียของ ในช่วงเวลานี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำมากกว่าการจัดทำข้อกฎหมายคือ การจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด รวมถึงการสอนให้ประชาชนอยู่ในระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย และพร้อมพิทักษ์สิทธิไม่ให้ถูกละเมิด วันหนึ่งเมื่อประชาชนเห็นว่าสังคมเริ่มมีทิศทางควบคุมคนชั่วได้ก็จะเริ่มต้นนำประชาชนสู่การเลือกตั้งใหม่ ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบได้ กษิตแนะคสช.บริหารแทนครม. นายกษิต ภิรมย์ คณะทำงานมูลนิธิ กปปส. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรปรับทีมเศรษฐกิจทั้งคณะออกไปให้หมด เพราะทำงานล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มีแต่ราคาคุยที่ผ่านมาไม่มีผลงาน รวมถึงพวกนี้เป็นพวกราชรถมาเกย เคยออกมาต่อสู้บ้างหรือไม่ คนเราจะเข้าไปอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีอุดมคติ ไม่มีความรู้ร้อนรู้หนาวต่อความยากจนของประชาชน แบบนี้ไม่ใช่ของแท้ ถ้าตนเป็นคสช. จะไม่ให้มีครม. เพราะคสช.จะทำอะไรก็สั่งหน่วยงานที่มีอยู่ ให้ทำเป็นเรื่องๆ โดยไม่ต้องตั้งใครมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอีก เพราะ คสช.มีอำนาจหน้าที่บริหารประเทศ นายกษิต กล่าวว่า อยากฝากถึง คสช.ไม่ฝากรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นแค่หุ่นเชิดหรือหุ่นกระบอก อยากบอกคสช.ว่าทำไมไม่ไปนั่งคุยกับอดีตนายกฯ ที่มีประสบการณ์ เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายอานันท์ ปันยารชุน นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำไมพล.อ.ประยุทธ์ แยกคนไทยที่เป็นนักการเมืองออกมาโดยบอกว่าเป็นคนนอกคอก ในเมื่อคสช.บอกว่าเข้ามาเพื่อความปรองดอง เหตุใดจึงไม่ให้ความเคารพ คนที่ชาญฉลาดและถ่อมตัว ต้องไปหาผู้ใหญ่ ไปฟังทัศนคติว่าเขาผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างไร มีมุมมองใดที่เป็นประโยชน์ และควรเข้ามาคุยกับพรรคการเมือง ไม่ใช่เรียกเหมือนเด็กเข้ามาคุย เพราะพรรคเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมไทย ปชป.โอเคข้อเสนอเทือก นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายสุเทพ ให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งว่า การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเป็นข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนหนึ่ง และคนทั่วไปก็คงอยากเห็นเช่นกัน แต่การปฏิรูปคงไม่เสร็จทุกเรื่องได้ก่อนเลือกตั้ง ดังนั้น ต้องจัดลำดับความสำคัญ เรื่องไหนจำเป็นก็ควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะการปฏิรูปทำได้ใน 3 ระยะ คือระยะสั้น กลาง และระยะยาว โดยเรื่องไหนทำให้เสร็จได้ก่อนเลือกตั้งก็ควรทำเลย เรื่องไหนที่ทำไม่เสร็จก็ต้องมีแนวทางชัดเจนว่าหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจควรทำอย่างไร เพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้ นายองอาจกล่าวด้วยว่า ส่วนที่เกรงว่าการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งอาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไปนั้น คิดว่าการเลือกตั้งมีระยะเวลากำหนดตามโรดแม็ปและขั้นตอนอยู่แล้ว ซึ่งคสช.คงทำตามโรดแม็ป และกรอบเวลาที่กำหนดไว้ ในฐานะพรรคการเมืองไม่น่ามีปัญหา เพราะเห็นด้วยกับการปฏิรูปอยู่แล้วทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง ต้องดูสภาพความเป็นจริงและแต่ละเรื่องที่จะปฏิรูป จตุพรชี้เทือก สั่ง'บิ๊กตู่'อยู่ต่อ ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การแถลงของนายสุเทพไม่ได้ช่วยรัฐบาลคสช.ชี้แจงเรื่องปฏิรูปเพื่อยืดเวลาของรัฐบาลให้ยาวออกไป ตามที่มีบางส่วนตั้งข้อสังเกต ตรงกันข้ามคำพูดของนายสุเทพ ที่จะให้รัฐบาลอยู่ต่อโดยไม่จำกัดเวลานั้น จะส่งผลกระทบต่อคสช.โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ที่ประกาศชัดเจนว่า เป็นผู้มีอำนาจบริหารเพียงผู้เดียว แต่คำพูดนายสุเทพระบุในทำนองสั่งให้อยู่ต่อ ซึ่งส่งผลต่อสถานภาพความผู้นำของนายกฯ หากในอนาคตนายสุเทพบอกว่าจะจำกัดเวลาทำงานแล้วพล.อ.ประยุทธ์จะว่าอย่างไร นายจตุพรกล่าวว่า ตนจึงมองต่างออกไปว่า ไม่ใช่ช่วยหรือสนับสนุนต่ออายุให้รัฐบาลทำงานต่อ ดูแล้วเป็นทุกขลาภ จากที่ต้องแบกรับปัญหาความเดือดร้อนของคนในประเทศแล้วยังต้องแบกรับกับคำพูดของนายสุเทพ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะคิดได้เองว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ตามที่เคยระบุในโรดแม็ป โดยไม่ต้องให้บุคคลอื่นเป็นผู้กำหนด คาด'กปปส.'ขยับมีนัยยะ นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนที่มอบให้นายกษิตเดินสายชี้แจงเหตุผลการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ต้องถามว่าไปในฐานะอะไร หากบอกว่าในฐานะโฆษกมูลนิธิเพื่อชี้แจงกับรัฐบาลต่างประเทศ ถือเป็นการยกระดับเทียบเท่าตัวแทนของรัฐบาล แค่คิดก็ผิดแล้ว และเมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีก็ดูว่าเหนื่อยที่ต้องชี้แจงในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญคำถามจะเกิดตามมาว่าบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลนี้ไปอยู่ที่ไหน ต่อไปหากโฆษกมูลนิธิอื่นๆ จะไปเดินสายชี้แจงแบบนายกษิต บ้างคงวุ่นวาย ทั้งนี้ ปัญหาที่ผ่านมาต่างประเทศหรือสหรัฐอเมริกาเขารับรู้มาตลอด อย่าคิดว่าไปบวชมาแล้ว อยู่ๆ ไปชี้แจงแล้วเขาต้องเชื่อและจะช่วยเรื่องคว่ำบาตรไทยได้ "ผมมองปรากฏการณ์คำพูดของนายสุเทพ แล้วไม่คิดว่า เป็นคุณกับคสช.หรือต้องการ ช่วยรัฐบาลและไม่รู้ว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหน ไม่อยากตีความว่ามีเจตนาอะไร แต่ให้รอดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเหล่านี้ต่อไป เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยยะสำคัญ และส่งสัญญาณบางอย่างให้เห็น ตั้งแต่มีบุคคลสำคัญไปยื่นป.ป.ช.ร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลใน คสช. ซึ่งมีอำนาจรองจากพล.อ.ประยุทธ์ ให้ตรวจสอบเรื่องซีซีทีวี จากนั้นไม่นาน อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง พูดเรื่องเรือดำน้ำให้เป็นทางผ่านโดยมีเจตนาโจมตีถึงเรื่องจัดซื้อเรือเหาะ ซึ่งการขยับของแต่ละส่วนไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วออกมาพูด แต่จะมีอะไร ต้องรอดูต่อไป ผมไม่วิจารณ์เพราะไม่ได้ส่งผลต่อนปช.ให้เกิดแรงกระเพื่อม แต่มองว่าความกระอักกระอ่วนใจน่าจะอยู่ที่รัฐบาลและคสช.มากกว่า" นายจตุพรกล่าว ณัฐวุฒิซัดแถลงการเมืองชัดๆ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายสุเทพ ชวนให้ฉุกคิดว่า มาถึงจุดที่อนาคตประเทศไทยดูอนาถา จนถึงขั้นต้องมีมูลนิธิเข้ามาดูแลการแสดงตัวเป็นพวกเดียวกันและประกาศสนับสนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดยไม่มีกรอบเวลา ซึ่งเหมือนจะเป็นผลดี แต่แท้จริงแล้วสร้างแรงกดดันใส่รัฐบาลที่ยืนยันโรดแม็ปมาตลอด เป็นไปได้ว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจะเป็นข้ออ้างที่ใช้สร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอีก เพราะคำว่าปฏิรูปดูเลื่อนลอยไร้รูปธรรมมากขึ้นทุกที หากให้ทุกคนที่นั่งบนเวทีแถลงข่าวมาแยกห้องให้อธิบายคำว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เชื่อว่าจะไปกันคนละทิศละทาง ถ้าเปลี่ยนคำพูดเป็นจัดการอีกฝ่ายให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น น่าจะตรงความจริงมากกว่า นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การอ้างว่าจะเสนอเนื้อหาปฏิรูปหรือรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้สงสัยว่าเขายกร่างฯเกือบเสร็จแล้วจะมาเสนออะไรตอนนี้ โดยรวมแล้วคือแถลงทางการเมืองทั้งสิ้นแต่รัฐบาลจะจงใจไม่ได้ยิน หากประเมินให้ลึกลงอีกจะเห็นว่าสถานการณ์นี้ปี่กลองเริ่มเชิด บนเวทีมีนักมวยอยู่เต็มไปหมด จนมองไม่ออกว่าใครจะชกกับใคร หรือใครเป็นพวกใคร ทางออกเดียวที่เกิดประโยชน์สูงสุดคือ ต้องมีกติกาที่เป็นสากลโดยประชาชนเป็นกรรมการ และก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปนั่น อยากฝากสำนวนไทยไว้เป็นข้อคิดว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แต่ถ้าเดินตามกำนันให้ระวังกำนันกับพวกดีๆ ก็แล้วกัน "การแถลงข่าวคราวนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่เพราะกลุ่มผู้แถลงสามารถแต่งกายแบบเดียวกับที่ใช้เคลื่อนไหวก่อนยึดอำนาจได้ ในสัปดาห์หน้า ผมตั้งใจจะชวนแกนนำนปช. ใส่เสื้อสีแดงเปิดแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์ นกกรงหัวจุกในประเทศไทยบ้าง มั่นใจว่าจะได้รับอนุญาต ส่วนรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง" นายณัฐวุฒิกล่าว 'ปึ้ง'จับตาดู'บิ๊กตู่'รักษาคำพูด นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพมอบให้นายกษิตเดินสายชี้แจงเหตุผลต่อต่างประเทศว่า อ่านจากเกมที่นายสุเทพเคลื่อนไหวขณะนี้เป็นการเล่นงิ้วฉากใหญ่ฉากหนึ่งเพื่อหวังช่วยรัฐบาลคสช.ชี้แจง หากการดำเนินงานตามโรดแม็ปที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่เป็นไปตามกรอบเวลาและมีเหตุที่ต้องเลื่อน โดยจะบอกว่าเพราะต้องดำเนินการปฏิรูปตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 11 ด้านที่เสนอรัฐบาลให้เสร็จก่อนจึงจะเกิดการเลือกตั้ง โดยหยิบยกเรื่องมูลนิธิขึ้นมาอ้างสิทธิว่าเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อน โดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน นายสุรพงษ์กล่าวว่า เชื่อว่าต่างชาติที่เป็นประชาธิปไตยเขารับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรามาตลอดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร นับตั้งแต่นายสุเทพนำประชาชนออกมาเคลื่อนไหว จนเกิดรัฐประหาร ทั้งนี้การไปชี้แจงต่อสื่อหรือประเทศต่างๆ เป็นสิทธิของเขา แต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาอาจจะไม่ยอมรับก็ได้ วันนี้ไม่แปลกที่กลุ่มคนเหล่านี้จะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา ดังนั้น ต้องติดตามดูว่าพล.อ. ประยุทธ์ จะรักษาคำพูดที่ยืนยันมาตลอดว่าจะอยู่ตามโรดแม็ปได้หรือไม่ ส่วนที่แกนนำกปปส.ย้ำว่าจะไม่กลับไปเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ตนไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง ขอให้สังคมดูต่อไปว่าในอนาคตจะทำได้ตามที่ระบุหรือไม่ พท.ห่วงซ้ำเติมวิกฤต นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ได้ติดตามการให้ความเห็นของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช.สายอดีต 40 ส.ว. กรณีเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพที่ลาสิกขามาผลักดันแนวทางการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องจากความเคลื่อนไหวเดิมของ กลุ่มกปปส. ซึ่งตนเห็นว่าแนวทางดังกล่าวมีห้วงเวลาตรงข้ามกับโรดแม็ปของคสช. ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจประเทศหรือไม่ต้องติดตาม อย่างไรก็ตาม จากกรณีนายกฯ มีหนังสือลงวันที่ 25 พ.ค.58 ส่งความความคิดเห็นและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญไปยังประธาน กมธ.ยกร่างฯ หลายประเด็น มีข้อน่าสังเกตว่ามีประเด็นสำคัญที่ กมธ.ไม่ยอมปรับแก้ตามความเห็นของครม. ซึ่งลงนามโดยนายกฯ เช่น ประเด็นคุณสมบัติส.ส. โดยครม.มีความเห็นว่าการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็หมายความว่าไม่มีผลย้อนหลังไปเป็นโทษอันเป็นหลักสากลอยู่แล้ว แต่กมธ.ยกร่างฯยังไม่ยอมปรับแก้ ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหากยื้อกันไปอย่างนี้ และยังไม่ยอมเลิกราแบ่งเขา แบ่งเรา ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นายชวลิต กล่าวว่า ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายมีสติ ประเทศชาติและประชาชนเราบอบช้ำมามากพอแล้ว ชาวไทยรอคอยความหวังบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ และชาวโลกก็ให้กำลังใจ มีเพียงบางฝ่ายเท่านั้นที่ยังก้าวไม่ข้ามความขัดแย้ง ยิ่งรัฐธรรมนูญงวดเข้าเริ่มเห็นเค้าลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองซับซ้อนขึ้น ขอฝากผู้เกี่ยวข้องดูแล และขอประชาชนช่วยกันจับตาใครทำร้ายประเทศ ประการสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันประคับประคองให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตสามารถเดินไปข้างหน้าได้ตามศักยภาพที่เรามีอยู่ แต่เราไม่มีโอกาสใช้ศักยภาพนั้นเลย ไม่เชื่อ"ปชป.-กปปส."ตัดขาดกัน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ แถลงสนับสนุนให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งว่า วันนี้มูลนิธิกปปส.ที่นายสุเทพและคณะตั้งนั้น เป็นเหมือนกลุ่มกดดัน เริ่มจากบอกว่าให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นี่ก็เป็นหนึ่งของการกดดันแล้ว วันนี้จะเคลื่อนไหวกดดันไม่ได้แล้วก็ใช้วิธีแถลงการณ์ผ่านสื่อ และต่อไปคงมีเรื่องที่มากดดันอีกเรื่อยๆ ทั้งนี้เมื่อเริ่มประกาศกดดันเรื่องปฏิรูปแล้ว พอถึงเวลาจะทำประชามติถ้าเขาอยากให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ต้องใช้มูลนิธินี่แหละเคลื่อนไหว เพราะจะมีน้ำหนักดีกว่าการใช้พรรคปชป.เคลื่อนไหว แต่จริงๆ แล้วก็เนื้อเดียวกัน เพราะนายสาธิต วงศ์หนองเตย แกนนำกปปส. ก็พูดชัดเจน ว่ากปปส.ไม่ได้ห้ามสมาชิกไปลงการเมืองได้ อาจจะเว้นเฉพาะแกนนำสำคัญที่เข้ามาดำเนินงาน นายสามารถกล่าวว่า ตอนที่นายสุเทพลาสิกขา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป. ก็ไปร่วมพิธีอยู่ จากนั้นมาแถลงทันทีว่าสนับสนุนให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะปฏิรูปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี จะปฏิรูปเรื่องอะไร แล้วเอาอะไรมาวัดว่าอย่างไหน คือปฏิรูปเสร็จหรือไม่เสร็จ พูดแค่คำเดิมๆ เหมือนสมัยเป่านกหวีด เรื่องการปฏิรูปคงจะทำวันนี้พรุ่งนี้ไม่เสร็จ การปฏิรูปเหมือนการเรียนหนังสือคือทำได้ตลอดชีวิต ขณะนี้เรารู้ปัญหาของบ้านเมือง และบ้านเมืองกำลังเสียโอกาสในทุกด้านเพราะเราไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วยังดึงดันข้อเสนอแบบนี้แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ใครจะรับผิดชอบ จึงมองว่ามูลนิธิของนายสุเทพนี้เป็นกลุ่มกดดันสังคมและรัฐบาล ให้ไปในทิศทางที่อยากให้ทำ และถ้าเลือกตั้ง ปชป.กลายเป็นฝ่ายค้าน กลุ่มนี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญหรือเป็นแนวร่วมของฝ่ายค้านอีกกลุ่มหนึ่งที่จะไปกดดันการทำงานของรัฐบาลให้ทำงานได้ยากขึ้น 'ตือ'จี้พูดให้ชัดปฏิรูปกี่วัน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุเทพตั้งมูลนิธิ กปปส. พร้อมประกาศหนุนรัฐบาลคสช.ว่า ไม่น่าแปลกใจ เพราะตั้งแต่มีจุดเริ่มต้นก็คิดว่าต้องมาถึงจุดนี้ ซึ่งสังคมรับรู้รับทราบได้ แต่ที่คนจับตามองขณะนี้คือมองเรื่องการปฏิรูปให้สำเร็จก่อนแล้วค่อยจัดเลือกตั้ง หากพูดเช่นนั้นต้องระบุกรอบเวลามาให้ชัดเจนด้วยว่าจะใช้เวลาปฏิรูปอีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี เพราะการปฏิรูปมีทั้งหมด 11 ด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา จึงต้องชัดเจนว่าปฏิรูปด้านไหนเสร็จ หรือรอเสร็จทุกด้าน ควรมีกรอบเวลาว่า 1 ปี หรือกี่เดือน หรือแค่รอพิมพ์เขียวเสร็จ ไม่ใช่แค่พูดสนุกๆ เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ไม่มีเป้าหมายว่าเมื่อไร อย่างนี้สังคมก็ย่อมเคลือบแคลง ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนิธิกับรัฐบาลหรือ คสช.ต้องชัดเจน เพื่อไม่ให้สังคมคาใจ นายสมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองตั้งแต่นี้ไปอำนาจทั้งหมดยังอยู่ที่คสช.ก็ยากที่จะเกิดอะไรขึ้น ส่วนจะการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นยังไม่มีใครบอกได้ แม้คสช.จะย้ำหลายรอบแล้วว่าตามโรดแม็ป คนในการเมืองไม่อยากคิดว่าปฏิรูปเสร็จเมื่อไร รัฐธรรมนูญเสร็จเมื่อไร เพราะเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างเสร็จทุกฝ่ายก็พร้อมเลือกตั้ง ชั่วโมงนี้นักการเมืองมีหน้าที่อย่างเดียวคือกลืนเลือดไปก่อน ชูวิทย์ ชี้กำลังทวงบุญคุณรัฐบาล นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค รักประเทศไทย กล่าวถึงการแถลงเปิดตัวมูลนิธิของนายสุเทพว่า ปกติคนเพิ่งสึกเขามักเก็บตัวอยู่กับบ้านเพื่อทำจิตใจให้สงบระยะหนึ่ง แต่นายสุเทพสึกมาแค่หนึ่งวันก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว ไม่ทราบว่ามีใครเร่งรัดให้ออกมาหรือไม่ ตนมองว่าการจัดตั้งมูลนิธิของนายสุเทพเป็นการทวงบุญคุณรัฐบาลทหารว่าที่มีวันนี้ได้เพราะกลุ่มกปปส.จัดให้ อีกทั้งยังดูประหลาด ไม่น่าไว้วางใจ และไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป นายชูวิทย์ยังกล่าวถึงนายสุเทพสนับสนุน คสช.ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า สังคมนี้นอกจากจะรู้ทันทักษิณแล้ว ยังต้องรู้ทันสุเทพด้วย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร ที่ผ่านมานายสุเทพเป็นคนพูดไม่ตรงกับการกระทำ เช่น บอกว่าเมื่อเลิกเคลื่อนไหวม็อบ กปปส.จะกลับไปเป็น ลุงกำนันที่จ.สุราษฎร์ธานี สุดท้ายก็มาเล่นการเมืองภาคประชาชนจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ดังนั้น หากในอนาคต คสช.ปฏิรูปไม่เป็นไปตามความคาดหวัง นายสุเทพอาจพลิกกลายมาเป็นฝ่ายโจมตีคสช.หาว่าเป็นเผด็จการทหารก็ได้ นายชูวิทย์กล่าวว่า "นายสุเทพกำลังโชว์พาวเวอร์ โดยมีมูลนิธิเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง การตัดขาดกับพรรคประชาธิปัตย์ก็มีแค่นาย สุเทพคนเดียว ส่วนกรรมการมูลนิธิที่เหลือยังสังกัดประชาธิปัตย์เหมือนเดิม จึงอยากเตือนพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อย่าไว้ใจนายสุเทพ เพราะหากเชื่อนายสุเทพก็ไม่ต่างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เชื่อนายเนวิน ชิดชอบ สุดท้ายแล้วเราจะได้ยินคำว่ามันจบแล้วครับนาย" นายชูวิทย์กล่าว 'สมบัติ'หนุนมูลนิธิกปปส. นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ทางกมธ.กำลังรอศึกษาพิจารณาร่างสุดท้ายของรัฐธรรมนูญที่จะถูกส่งมาให้สมาชิกสปช.ทุกคนได้วันที่ 22 ส.ค. ก่อนจะนำมาพิจารณาว่าจะโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนการรับฟังคำชี้แจงการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของกมธ.ยกร่างฯ ทางกมธ.การเมือง ได้กำหนดให้ นาย นิรันดร์ พันธกิจ เป็นตัวแทน ซึ่งจะไม่มีการเสนออะไรต่อกมธ.ยกร่างฯอีกแล้ว ไม่มีประโยชน์ เพราะกมธ.กำหนดว่าให้เรารับฟังได้เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน อยากเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันติดตาม สาระสำคัญทางโครงสร้างการเมืองของรัฐธรรมนูญที่จะต้องใช้กับคนทั้งประเทศด้วยว่าเป็นฉบับปฏิรูปจริงหรือไม่ เพราะถ้าปฏิรูปจริงก็ต้องมีความก้าวหน้ามากกว่าฉบับที่ผ่านอย่าง 40 และ 50 แต่การกำหนดให้มีนายกฯคนนอกได้นั้น ก็ถือว่าล้าหลังอย่างชัดเจนแล้ว นายสมบัติ กล่าวถึงการสนับสนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของมูลนิธิ กปปส. จะมีผลต่อการทำประชามติหรือไม่ ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากสปช. ตนเห็นว่ามีผลอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิ กปปส.ยังไม่มีความชัดเจนต่อกรณีดังกล่าวออกมา ส่วนการเคลื่อนไหวให้ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งของแกนนำกปปส.นั้น ตนคิดว่ากปปส.ได้สลายตัวไปแล้ว เรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคงเป็นภารกิจที่คั่งค้างไว้ของกรรมการมูลนิธิกปปส. ซึ่งก็คือแกนนำกปปส.เดิม ดังนั้นการที่มูลนิธิกปปส.รวมกลุ่มประชาชนมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการประชาธิปไตย เสรี แนะอย่ายึดโรดแม็ปมาก นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิป สปช. กล่าวถึงเป็นข้อเสนอของนายสุเทพ ที่ให้ปฏิรูปให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง ว่า นายสุเทพก็เสนอมาตั้งแต่มีการเรียกร้องแล้วว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และสปช.เองก็เสนอมาตลอดเวลาว่าให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ตนเป็นคนแรกๆ ที่อภิปรายในเรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสนี้ก็ควรใช้เพื่อทำให้บ้านเมืองดีขึ้น อย่าไปเร่งรัดเวลากันมากแต่ควรยึดโรดแม็ปเป็นหลัก ส่วนเวลาอาจคาดเคลื่อนไปบ้างก็อย่าถึงขนาดเอามาเป็นตัวตั้ง แต่ควรวางแผนบริหารงานให้ชัดเจน แล้วค่อยกำหนด วันเลือกตั้ง จะเป็นเวลาปีกว่า หรือ 2 ปี ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เมื่อถามว่า หากเห็นว่า ควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแสดงว่ารัฐธรรมนูญมีสิทธิ์คว่ำได้ นายเสรีกล่าวว่า ต้องดูเนื้อหาในรัฐธรรมนูญว่ากำหนดแนวทางการปฏิรูปไว้ชัดเจนแค่ไหน หากการแก้ปัญหาประเทศชาติบ้านเมืองไปในทิศทางที่สามารถปฏิรูปประเทศได้ก็ต้องยอมรับ แต่หากรัฐธรรมนูญออกมาไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ขาดเหตุผลก็ไม่ควรรับ และเท่าที่ดูเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขในเวลานี้ยังรับไม่ค่อยได้ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะคว่ำหรือไม่ ก็อยู่ที่สปช.ส่วนใหญ่ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร อลงกรณ์ ชี้ปฏิรูปใช้เวลานาน นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปช. (วิปสปช.) กล่าวว่า พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศจะเสร็จในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ส่วนรายงานการปฏิรูปของกมธ.ปฏิรูปสปช.ทั้ง 18 คณะนั้น จะพิจารณาเป็นวันสุดท้ายในวันที่ 11 ส.ค. ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลได้พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศแล้ว รัฐบาลดำเนินการได้ทันทีและปฏิรูปสำเร็จได้โดยใช้การบริหารของรัฐบาล จึงมั่นใจว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศฉบับสมบูรณ์ 36 วาระ รัฐบาลจะขับเคลื่อนได้ทันตามโรดแม็ป ส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะรัฐบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เกิดการปฏิรูป แต่ต้องอาศัยหลายฝ่ายร่วมมือกัน เช่น การปฏิรูปการเมือง ต้องอาศัยแต่ละพรรคลงมือปฏิรูปพรรคตัวเอง เมื่อถามว่าข้อเสนอของ กปปส.ให้ปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่รัฐบาลจะรับฟัง นายอลงกรณ์กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความหวังดีที่จะให้ประเทศดีขึ้น แต่ต้องดูความเป็นจริงของการปฏิรูปแต่ละด้าน การจะบอกว่าปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเลือกตั้งอาจต้องจำกัดความให้ชัด เพราะการปฏิรูปบางเรื่องทำเสร็จได้เร็ว บางเรื่องทำเสร็จช้าใช้เวลาหลายปี เช่น การปฏิรูปเรื่องฉ้อราษฎร์ บังหลวง แต่โดยรวมแล้วการปฏิรูปทุกด้านไม่ควรเกิน 4 ปี เพราะเป็นภารกิจของรัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลชุดต่อไป หากปล่อยให้เดินช้าประเทศจะเสียโอกาส สปช.ล่าชื่อปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสปช. กล่าวว่า ข้อเสนอของนายสุเทพ คงไม่ใช่การกดดันรัฐบาลให้ต้องปฏิบัติตาม เชื่อว่านายสุเทพรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ ส่วนตัวเห็นด้วยให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่วิธีการปฏิรูปอาจแตกต่างกัน โดยแนวทางของตนคือการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลและคสช.เอาเวลาไปดำเนินการเรื่องการปฏิรูปให้สำเร็จ ใช้เวลาเพียง 1 ปีเศษๆ น่าจะสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไปใส่ในคำถามการทำประชามติ เพราะอาจเกิดความขัดแย้งตามมาได้ ทั้งนี้เรื่องการปฏิรูปประเทศเหมือนทวงสัญญาประชาคมก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศก่อนเกิดรัฐประหารขึ้น จึงเป็นภารกิจร่วมกันของแม่น้ำ 5 สาย ที่ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จ เพราะขณะนี้ยังไม่มีการวางรากฐานเรื่องการปฏิรูปประเทศ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช.กล่าวถึงการ นำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศต่อที่ประชุม สปช.ในสัปดาห์หน้าว่า คงยังไม่เสนอ แต่จะล่ารายชื่อสมาชิกสปช. ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. เพื่อใช้เป็นเสียงสนับสนุนตั้งคำถามประชามติของสปช.ว่าจะให้มีการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้งหรือไม่ จากนั้นจะนำรายชื่อสปช.ที่สนับสนุน ยื่นให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช.ทราบต่อไป โดยใช้เสียงประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสิน โหวตรธน.เสียงแตก'ลับ-ไม่ลับ' นายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช. ในฐานะกมธ.ปฏิรูปการเมือง เปิดเผยว่า ขณะนี้ในวงกาแฟและห้องอาหารของสปช. มีสปช. กลุ่มหนึ่งพูดคุยถึงการโหวตร่างรัฐธรรมนูญในช่วงต้นเดือนก.ย.ออกเป็น 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก มีความเห็นเรื่องการโหวตรัฐธรรมนูญ จากปกติต้องโหวตแบบขานชื่อและลงคะแนนอย่างเปิดเผย แต่เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดวิธีลงมติรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมสปช. จึงมีแนวคิดให้ยกเว้นข้อบังคับการประชุมสปช. ให้ลงมติรัฐธรรมนูญแบบลับ เพื่อให้สปช.ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจใคร เนื่องจากหลายคนมีความสัมพันธ์ โยงกันเชื่อมโยงจำนวนมาก และเชื่อว่าคะแนนที่ออกมาจะตรงต่อความเป็นจริงมากกว่าลงมติแบบเปิดเผยแน่นอน จึงต้องจับตาดูว่าจะมีใครเสนอญัตติเรื่องดังกล่าวในการประชุมสปช.หรือไม่ ขณะที่อีกด้านก็มีสปช.ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และควรทำตามประเพณี เพราะเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งเกรงว่าหากไม่กระทำจะถูกโจมตีจากสังคม นายนิรันดร์ กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 เรื่องการลงมติของสปช. ที่มีส่วนหนึ่งเป็นกมธ. ยกร่างฯ ถึง 21 คน แม้จะมีสิทธิ์ลงมติร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีสปช.บางกลุ่มทักท้วงว่าอาจไม่เหมาะสมเพราะเปรียบเป็น "ผู้ชงเอง อร่อยเอง" และทางที่ดีค่อยปล่อยให้สปช.ที่เหลือ 228 คน จาก 249 คน โดยตัดสปช.ที่เป็นกมธ.ยกร่างฯ 21 คน เป็นผู้ลงมติจะดี และภาพที่ออกมาจะสง่างามกว่า พท.จ่อค้านรธน.หลายประเด็น นายคำนูณ สิทธิสมาน ประธานอนุกรรมา ธิการ (กมธ.) บันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและการจัดทำจดหมายเหตุการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณาเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว 85 มาตรา โดยสัปดาห์หน้า ที่ประชุมจะนำเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ มาพิจารณาต่อ ทั้งนี้ เพื่อความรวดเร็ว ที่ประชุมจึงให้กมธ.ยกร่างฯ แต่ละคนนำบันทึกเจตนารมณ์ที่เจ้าหน้าที่ประจำอนุกมธ.บันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและจัดทำจดหมายเหตุฯ ได้บันทึกเป็นเบื้องต้นไปพิจารณาและศึกษาเป็นการบ้าน หากพบประเด็นที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุงให้นำมาแจ้งต่อที่ประชุมในสัปดาห์หน้าต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย ได้นัดกันทานข้าวที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยพูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญที่ใกล้ถึงเวลายุติแล้ว แม้จะยัง ไม่เห็นตัวร่างที่สมบูรณ์ แต่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่พิจารณาแก้ไขในหลักการสำคัญ โดยเฉพาะที่มาของนายกฯ และส.ว. ทั้งนี้แกนนำจะจัดทำเอกสารคัดค้านว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยในประเด็นใดบ้าง ซึ่งในช่วงต้นสัปดาห์หน้าจะได้มีการสรุปกันอีกครั้งหนึ่ง 'ป๋า'ตรวจเยี่ยมอุทยานราชภักดิ์ เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 31 ก.ค. ที่อุทยานราชภักดิ์ ภายในโรงเรียนนายสิบทหารบก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.ท.สุทัศน์ จารุมณี ผอ.จัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ พล.ต.สัญญา จันทร์สงวน ผู้บัญชาการโรงเรียนนายสิบทหารบก พร้อมเจ้าหน้าที่ช่าง 10 หมู่ กรมศิลปากร เจ้าหน้าที่ทหารและช่างจากโรงหล่อจ.พระนครศรีอยุธยา ได้ประกอบพิธีทางสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขึ้นประดิษฐานบนแท่นประทับเป็นองค์ที่สอง โดยใช้รถเครนขนาด 500 ตัน ยกขึ้นจากแท่นชั่วคราวไปประดิษฐานยังแท่นประทับ จากนั้นร่วมกันทำพิธีกราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาเวลา 08.40 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พร้อมคณะ ได้มาเยี่ยมชมอุทยานราชภักดิ์ โดยมีพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ พร้อมคณะนายทหาร ให้การต้อนรับและเข้าฟังการบรรยายสรุปถึงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ จากนั้น พล.อ.เปรม กราบสักการะองค์พระนเรศวรมหาราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 1 ส.ค. เจ้าหน้าที่จะเคลื่อนย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มายังอุทยานราชภักดิ์ต่อไป ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ดูแลการเคลื่อนย้ายได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและทีมวิศวกรเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างของทั้งสององค์ ทั้งนี้องค์บูรพกษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ เมื่อนำมาประดิษฐานที่ อุทยานราชภักดิ์ เรียบร้อยแล้วจะเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่มีพระบูรพกษัตริย์ทรงประทับยืนเรียงกัน 7 พระองค์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันที่ 31 ก.ค. เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยพาครอบครัวมาชมพระบรมราชานุสาวรีย์ ถึงแม้จะมีฝนตกลงมาเล็กน้อยก็ตาม ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสถานที่สำคัญ และหากเสร็จแล้วคงสมพระเกียรติเป็นอย่างมาก

ถามประชามติ'ปฏิรูป 2 ปี' ล่าชื่อสปช. นปช.ขอบ้าง-จัดแถลงข่าวแต่งแดงถก'นกกรงหัวจุก' ปึ้งเตือนบิ๊กตู่อย่าฟังสุเทพ ยื้อโรดแมปเสียคนเวทีโลก กษิตจี้รบ.โละทีมศก.ยกชุด

'บิ๊กป๊อก'ปัดมูลนิธิ'กปปส.'เป็นเงา'คสช.'ยันไม่เกี่ยวกัน 'ไพบูลย์'นัด 3 ส.ค.เริ่มล่าชื่อ สปช. ชงตั้งคำถามประชามติให้ปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้ง 'เพื่อไทย'ชี้ กปปส.แปลงร่างเป็นมูลนิธิฯ แต่ยังเป็นกลุ่มกดดันเหมือนเดิม มติชนออนไลน์ : 'บิ๊กตู่'ห้ามคอมเมนต์ปม'สุเทพ' เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปแห่งประเทศไทย (กปปส.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เสนอรัฐบาลปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วและได้สั่งการให้ตนพยายามไม่แสดงความเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของคนฝั่งสีเสื้อที่เห็นต่าง นายกฯอยากให้ตอบคำถามเฉพาะงานของรัฐบาลมากกว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าทำตามโรดแมปอย่างเต็มที่และต่อเนื่องอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนว่านายสุเทพจะกดดันรัฐบาลให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า "ที่นายสุเทพแถลงหากเรารับฟังและทำตาม ถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้ฝั่งโน้นฝ่ายนี้แถลงอีกรัฐบาลก็ต้องทำตามหมด มันเป็นไปไม่ได้ เราทำหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว" 'บิ๊กป๊อก'ปัด'กปปส.'เงา'คสช.' ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพประกาศสนับสนุน คสช. พร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า กปปส.เปรียบเสมือนเงาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ว่า ไม่เกี่ยวกัน ครม.ทำงานขึ้นกับนายกฯและหัวหน้า คสช. เน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อกระบวนการร่างรัฐธรมนูญเสร็จสิ้นก็จบ ยืนยันว่ารัฐบาลทำงานเต็มที่ เมื่อถามว่า อาจมีกลุ่มการเมืองอื่นออกมาเคลื่อนไหวในกรณีเดียวกับมูลนิธิ กปปส. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คงตอบแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตามเท่าที่ดูโดยหลักการแกนนำ กปปส.ออกมาพูดเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิ ไม่ได้ออกมาชุมนุมแต่อย่างใด ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ในงานด้วย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ เชื่อว่าทุกคนคงไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก อยากให้ทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย 'บิ๊กเบี้ยว ขอตรวจสอบสุเทพแถลง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะรองเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ที่อนุญาตให้นายสุเทพแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นทางการเมืองว่า ก่อนหน้าที่นายสุเทพจะแถลงข่าวได้ทำหนังสือขออนุญาตมายัง คสช. โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ส่วนรายละเอียดเนื้อหาในวันแถลงข่าว ยังไม่ทราบ เพราะติดภารกิจลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องรอเจ้าหน้าที่ทหารที่ไปร่วมสังเกตการณ์สรุปรายละเอียดเนื้อหามาให้ คสช.ตรวจสอบอีกครั้ง พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปต่างๆ นั้น ทาง คสช.และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเวทีให้หลายฝ่ายร่วมกันเสนอความคิดเห็นเข้ามา เพื่อช่วยกันเดินหน้าประเทศ รวมถึงรายการเดินหน้าปฏิรูปในทุกวันจันทร์ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 โดยเชิญทุกคน เพราะอยากได้ความเห็นหลายฝ่าย 'วิทยา'ยันปฏิรูป-ไม่เสียของ นายวิทยา แก้วภราดัย รองประธานมูลนิธิ กปปส. กล่าวถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์นายสุเทพที่แถลงข่าวการจัดตั้งมูลนิธิฯว่า อย่าไปวิเคราะห์หรือคิดมาก คำวิจารณ์มาจากต่างคนต่างก็มองจากจุดที่ตัวเองยืน ตัวมูลนิธิฯไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงวันสองวัน หรือตั้งจากการแถลงข่าวของนายสุเทพ แต่ตั้งมาจะครบปีแล้ว กิจกรรมของมูลนิธิฯ ก็ทำไปแล้วหลายส่วน เช่น การดูแลผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ในการชุมนุมปี 2556-2557 มูลนิธิฯจดแจ้งตามกฎหมายทุกประการ ไม่มีอะไรแอบแฝง ดังนั้นขออย่ามีท่าทีระแวงในการดำเนินงานของมูลนิธิฯตามที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ถ้ามูลนิธิฯทำอะไรไม่ดี หรือมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง ความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นมาเอง ขณะนี้มูลนิธิฯกำลังคิดรูปแบบการให้ประชาชนสมัครเป็นเจ้าของมูลนิธิฯ โดยจะเปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนสมัครเข้ามา ทุกคนต้องร่วมบริจาครายได้ของตนเองปีละ 1 วันเข้ามูลนิธิฯ นายวิทยา กล่าวว่า จุดยืนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น พูดมาก่อนที่จะปฏิวัติ เท่าที่ฟังจากประชาชนเห็นว่าไม่ต้องการให้เสียของ ไม่ใช่รีบเลือกตั้งเพื่อสนองอารมณ์นักการเมืองที่ว่างงาน แล้วมาซื้อเสียงและมาโกงกันอีก จะทำให้การต่อสู้ของประชาชนและการปฏิวัติเสียของเปล่าๆ การปฏิรูปประเทศถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ช่วงเวลานี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำมากกว่าการจัดทำข้อกฎหมายคือจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด รวมถึงการสอนให้ประชาชนอยู่ในระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย และพร้อมพิทักษ์สิทธิตัวเองไม่ให้ถูกละเมิด เมื่อวันหนึ่งประชาชนเห็นว่า สังคมเริ่มมีทิศทางในการควบคุมคนชั่วได้ ก็จะเริ่มเลือกตั้งใหม่ 'เสรี'ชี้'สุเทพ'เสนอแนวเดียวกัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวถึงข้อเสนอของนายสุเทพที่ให้ปฏิรูปเสร็จก่อนการเลือกตั้งว่า นายสุเทพเสนอมาตั้งแต่มีการเรียกร้องแล้วว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และ สปช.เองก็เสนอมาตลอดเวลาว่าให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ตนเป็นคนแรกๆ ที่อภิปรายเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเป้าหมายที่ คสช.ยึดอำนาจมา ก็เพราะปัญหาประเทศมีหลายมติ ทั้งการเมือง การโกงการเลือกตั้ง การบริหารประเทศ เสถียรภาพของรัฐบาล ทุจริตคอร์รัปชั่น เศรษฐกิจ สังคม ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสนี้ก็ควรทำให้บ้านเมืองดีขึ้น อย่าไปเร่งรัดเวลากันมาก แต่ควรจะยึดโรดแมปเป็นหลัก ส่วนเวลาอาจคลาดเคลื่อนไปบ้างก็อย่าถึงขนาดเอามาเป็นตัวตั้ง แต่ควรวางแผนบริหารงานให้ชัดเจน "หากจะปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ก็ต้องมีเป้าหมายว่าการปฏิรูปจะทำอย่างไร กำหนดแนวทางแก้ปัญหาประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.กำหนดนโยบายที่ชัดเจน และ 2.แนวทางการปฏิรูป โดยบัญญัติด้วยกฎหมายว่าแต่ละเรื่องควรมีกฎหมายกี่ฉบับ แล้วทำกฎหมายให้แล้วเสร็จ ดูแล้วเป็นทิศทางแก้ปัญหาประเทศได้ แล้วค่อยกำหนดวันเลือกตั้ง จะเป็นปีกว่าหรือ 2 ปี ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก" นายเสรีกล่าว แย้มรับไม่ได้เนื้อหาร่างรธน. เมื่อถามว่า หากเห็นว่าควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแสดงว่ารัฐธรรมนูญมีสิทธิคว่ำได้ นายเสรีกล่าวว่า ต้องดูเนื้อหารัฐธรรมนูญว่ากำหนดแนวทางการปฏิรูปไว้ชัดเจนแค่ไหน หากเป็นทิศทางที่สามารถปฏิรูปประเทศได้ ก็ต้องยอมรับ แต่หากรัฐธรรมนูญออกมาไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ออกมาแบบขาดเหตุผลก็ไม่ควรรับ และเท่าที่ดูเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขในเวลานี้ยังรับไม่ค่อยได้ เพราะทั้ง กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.เสนอแก้หลายประเด็น แต่ กมธ.ยกร่างฯ แก้เพียงถ้อยคำเท่านั้น ยังคงยึดหลักการเดิมอยู่ แล้วจะรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะคว่ำหรือไม่ อยู่ที่ สปช.ส่วนใหญ่ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าการออกมาเคลื่อนไหวของนายสุเทพจะทำให้การเมืองร้อนแรงขึ้นหรือไม่ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้แถลงเหมือนนายสุเทพ นายเสรีกล่าวว่า การเมืองไม่น่าจะร้อนแรงอะไร แม้อีกฝ่ายไม่ได้แถลงข่าว แต่ก็ออกมาพูดกันทุกฝ่าย ข่าวก็ออกมามากด้วย 'สมบัติ'ชี้มูลนิธิฯมีผลประชามติ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งของนายสุเทพว่า ที่ผ่านมา สปช.ดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิรูปถึง 36 ประเด็น สัปดาห์หน้าคงเสร็จสิ้นหมด บางประเด็นจัดทำกฎหมายประกอบเสร็จแล้วเพื่อเสนอรัฐบาล หลัง สปช.ให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องหมดภารกิจ โดยจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้ามารับหน้าที่แทน คาดว่าในระยะเวลา 1 ปี ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สภาขับเคลื่อนฯก็จะจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับงานปฏิรูปจนแล้วเสร็จสิ้นได้ ส่วนการนำไปปฏิบัติคงต้องใช้เวลา จึงต้องให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการปฏิรูปต่อไป นายสมบัติ กล่าวว่า เรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคงเป็นภารกิจที่คั่งค้างของกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชน ก็คือแกนนำ กปปส.เดิม ดังนั้นการที่มูลนิธิฯจะมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการประชาธิปไตย หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจาก สปช. ตนเห็นว่ามูลนิธิฯจะมีผลต่อการทำประชามติแน่นอน เพราะมวลมหาประชาชนมีจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิฯยังไม่มีความชัดเจนต่อกรณีดังกล่าวออกมา ชี้ปฏิรูปจะสำเร็จอยู่ที่รบ.ใหม่ด้วย เมื่อถามว่า มีหลายประเด็นที่ สปช.ไม่ได้ดำเนินการตามแนวทางที่ กปปส.เสนอไว้ นายสมบัติกล่าวว่า กปปส.เสนอไว้ 6 ประเด็น แต่งานของ สปช.มีถึง 36 ประเด็น จึงมีความกว้างกว่า แนวทางของ กปปส.บางเรื่องอยู่ใน 36 ประเด็น เพียงแต่ว่าเห็นไม่ตรงกันทั้งหมด ส่วนจะเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่นั้น คิดว่าเป็นคนละส่วนกัน เพราะ สปช.ทำเสร็จก็ส่งต่อให้รัฐบาล ส่วนมูลนิธิฯทำเรื่องการปฏิรูปเสร็จแล้วจะไปเสนอใครก็เป็นเรื่องของกรรมการมูลนิธิฯ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นเพียงแง่มุมของขั้นตอนในการนำเสนอ ส่วนขั้นตอนในการปฏิบัติให้แล้วเสร็จคงต้องใช้เวลา ดังนั้นการปฏิรูปสำเร็จหรือไม่อยู่ที่รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งต่อไปด้วย นายสมบัติ กล่าวว่า กมธ.กำลังรอร่างสุดท้ายของรัฐธรรมนูญที่จะส่งมาให้สมาชิก สปช.วันที่ 22 สิงหาคม ก่อนจะพิจารณาว่าจะโหวตรับหรือไม่รับ ส่วนการรับฟังคำชี้แจงการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างฯ ทาง กมธ.การเมืองฯมอบให้นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิก สปช. เป็นตัวแทน ซึ่งจะไม่มีการเสนออะไรอีก เพราะ กมธ.ให้เราฟังอย่างเดียว อยากเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันติดตามสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่จะต้องใช้กับคนทั้งประเทศด้วยว่าเป็นฉบับปฏิรูปจริงหรือไม่ ถ้าปฏิรูปจริงก็ต้องมีความก้าวหน้ามากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 แต่การกำหนดให้มีนายกฯคนนอกได้นั้น ก็ถือว่าล้าหลังชัดเจนแล้ว 'วันชัย'ยุคว่ำรธน.ให้รบ.อยู่ปฏิรูป นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. กล่าวว่า ข้อเสนอของนายสุเทพที่ให้ปฏิรูปเสร็จก่อนการเลือกตั้งโดยไม่กำหนดเวลานั้นเป็นข้อคิดเห็น แต่คงไม่ออกมาขับเคลื่อนเพื่อกดดันรัฐบาลให้ต้องปฏิบัติตาม เชื่อว่านายสุเทพรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ ส่วนตัวเห็นด้วยให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่วิธีการอาจแตกต่างกัน โดยแนวทางของตนคือการคว่่ำร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลและ คสช.เอาเวลาไปดำเนินการเรื่องการปฏิรูปให้สำเร็จ ใช้เวลาเพียง 1 ปีเศษๆ น่าจะสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไปใส่ในคำถามการทำประชามติ เพราะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งตามมาได้ นายวันชัยกล่าวว่า การประชุม สปช.วันที่6 สิงหาคม นอกจากจะมีการรายงานผลงานการปฏิรูปด้านต่างๆ ของ กมธ.ทั้ง 18 ด้านให้สาธารณชนรับทราบแล้ว เชื่อว่าวิป สปช.บางส่วนจะขอหารือเรื่องการกำหนดวันโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการพิจารณาการตั้งคำถามทำประชามติของ สปช. 1 ข้อ น่าจะมีการนำเรื่องปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งมาพูดคุยในเรื่องการตั้งคำถามทำประชามติด้วย ทั้งนี้ เรื่องการปฏิรูปประเทศเหมือนเป็นการทวงสัญญาประชาคมของประชาชน ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร จึงเป็นภารกิจร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องขับเคลื่อนให้สำเร็จ ล่าชื่อสปช.ประชามติปฏิรูป 2 ปี นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิก สปช. กล่าวถึงการจะยื่นข้อเสนอปฏิรูปประเทศต่อที่ประชุม สปช.ในสัปดาห์หน้าว่า คงยังไม่มีการยื่นข้อเสนอดังกล่าวให้ที่ สปช.พิจารณา แต่จะเป็นการล่ารายชื่อสมาชิก สปช.ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมนี้ เพื่อใช้เป็นเสียงสนับสนุนในการตั้งคำถามประชามติของ สปช.ว่าจะให้มีการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ จากนั้นจะนำรายชื่อ สปช.ที่สนับสนุนเรื่องดังกล่าวยื่นให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ต่อไป โดยใช้เสียงประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสิน นายไพบูลย์กล่าวว่า ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เสนอให้ปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนเลือกตั้งโดยไม่กำหนดเวลานั้น ถือเป็นความเห็นของนายสุเทพ แต่ส่วนตัวเห็นว่าระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิรูปประเทศคือ 2 ปี เป็นเวลาที่ทุกคนรับได้และเพียงพอที่จะดำเนินการทั้งการออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน หากไม่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในเรื่องการปฏิรูปประเทศ คงนำไปใส่ในคำถามการทำประชามติไม่ได้ เท่าที่รับฟังมาประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง สปช.เคาะพิมพ์เขียวปฏิรูป 13 ส.ค. นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า รายงานการปฏิรูปของ กมธ.ปฏิรูป สปช.ทั้ง 18 คณะ จะพิจารณาวันที่ 11 สิงหาคมเป็นวันสุดท้าย และพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ จะแล้วเสร็จวันที่ 13 สิงหาคม เมื่อนำส่งรัฐบาลแล้ว ตนเห็นว่าการปฏิรูปสามารถทำให้สำเร็จได้ทันทีโดยใช้การบริหารของรัฐบาล มั่นใจว่าพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศฉบับสมบูรณ์ 36 วาระพิจารณา รัฐบาลจะดำเนินการขับเคลื่อนได้ทันตามโรดแมป แต่จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลฝ่ายเดียว เช่น การปฏิรูปการเมือง ต้องอาศัยแต่ละพรรคการเมืองปฏิรูปพรรคตัวเอง เมื่อถามว่า ข้อเสนอของ กปปส.ให้ปฏิรูปประเทศเสร็จก่อนการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอลงกรณ์กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นความหวังดีที่จะให้ประเทศดีขึ้น แต่ต้องดูความเป็นจริงของการปฏิรูปแต่ละด้าน การจะบอกว่าปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง ต้องจำกัดความให้ชัด เพราะการปฏิรูปบางเรื่องอาจทำเสร็จได้เร็ว แต่บางเรื่องอาจจะเสร็จช้าและใช้เวลาหลายปี เช่น การปฏิรูปเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่โดยรวมแล้วการปฏิรูปทุกด้านไม่ควรเกิน 4 ปี เพราะเป็นภารกิจของรัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลชุดต่อไป หากปล่อยให้ช้าประเทศจะเสียโอกาส ปชป.แนะปฏิรูปประเทศ 3 ระยะ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายสุเทพที่ให้ปฏิรูปเสร็จก่อนการเลือกตั้ง ว่า เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนหนึ่ง และคนทั่วไปก็คงอยากเห็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่การปฏิรูปคงไม่สามารถเสร็จสิ้นก่อนเลือกตั้งได้ทุกเรื่อง ดังนั้นอาจต้องจัดลำดับความสำคัญ 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว งานปฏิรูประยะสั้นสามารถทำให้เสร็จได้ก่อนเลือกตั้งก็ควรทำได้เลย ส่วนเรื่องไหนที่ไม่สามารถทำได้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ก็ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนว่าหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าใครก็ตามมาเป็นรัฐบาลควรจะทำอย่างไร เพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้ 'ชูวิทย์'ชี้'สุเทพ'ทวงบุญคุณทหาร นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงการแถลงเปิดตัวมูลนิธิ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าปกติคนเพิ่งสึกเขามักจะเก็บตัวอยู่กับบ้านเพื่อทำจิตใจให้สงบระยะหนึ่ง แต่นายสุเทพสึกมาเพียงแค่วันเดียว ขนคิ้วยังไม่ทันขึ้นก็มาตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว ไม่ทราบว่ามีใครเร่งรัดให้ออกมาหรือไม่ หรือว่ากลัวจะตกขบวน มองว่าการตั้งมูลนิธิของนายสุเทพเป็นการทวงบุญคุณรัฐบาลทหารว่าที่มีวันนี้ได้ก็เพราะกลุ่ม กปปส.จัดให้ อีกทั้งยังดูประหลาด ไม่น่าไว้วางใจ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ที่นายสุเทพให้ คสช.ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น สังคมนี้นอกจากจะรู้ทัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯแล้ว ยังต้องรู้ทันนายสุเทพด้วย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร เพราะที่ผ่านมา นายสุเทพพูดไม่ตรงกับการกระทำ เช่น บอกว่าเมื่อเลิกม็อบ กปปส.จะกลับไปเป็นลุงกำนันที่ จ.สุราษฎร์ธานี แต่ก็มาเล่นการเมืองภาคประชาชน จัดตั้งเป็นมูลนิธิ หากในอนาคต คสช.ปฏิรูปไม่เป็นไปตามความคาดหวังของนายสุเทพ อาจทำให้นายสุเทพ พลิกกลับกลายมาเป็นฝ่ายโจมตี คสช. โดยหาว่าเป็นเผด็จการทหารก็ได้ "นายสุเทพกำลังโชว์เพาเวอร์ โดยมีมูลนิธิเป็นเครื่องมือ อยากเตือน พล.อ.ประยุทธ์ว่าอย่าไว้ใจนายสุเทพ หากเชื่อนายสุเทพก็ไม่ต่างอะไรจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่เชื่อนายเนวิน ชิดชอบ สุดท้ายแล้วเราก็จะได้ยินคำว่ามันจบแล้วครับนาย" นายชูวิทย์กล่าว 'ปึ้ง'เตือนบิ๊กตู่ เชื่อสุเทพจะเสียคน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การออกมาครั้งนี้ของนายสุเทพกับพวกเป็นการเล่นปาหี่หลอกคน ทำให้สังคมประชาธิปไตยรับไม่ได้ เพราะรัฐบาลประกาศไปแล้วว่าเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านก็ต้องมีการเลือกตั้ง หากเลื่อนออกไปคนที่เสียคือหัวหน้า คสช. เพราะได้ประกาศในทุกเวทีว่าจะเดินตามโรดแมป คำพูดของผู้นำในเวทีต่างๆ นั้นสำคัญยิ่งกว่าสนธิสัญญาใดๆ ซึ่งในเดือนกันยายนนายกฯจะไปประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศสหรัฐ เลขาฯยูเอ็นกำลังรอฟังคำชี้แจงจากท่านนายกฯเรื่องการเดินตามโรดแมปและมีการเลือกตั้ง แต่ถ้าให้นายสุเทพออกมาบอกว่าต้องปฏิรูปให้เสร็จก่อนจึงเลือกตั้ง ก็หมายความว่าโรดแมปของท่านนายกฯต้องมีอันเป็นไป ความมั่นใจของต่างชาติต่อคำพูดของท่านนายกฯก็จะหมดไป ประเทศชาติต้องเดินถอยหลังแน่นอน 'สามารถ'ชี้มูลนิธิเป็นกลุ่มกดดัน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า มูลนิธิที่นายสุเทพและคณะตั้งมานั้น มีลักษณะเป็นเหมือนกลุ่มกดดันที่ให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ก็เป็นหนึ่งในการกดดันแล้ว เมื่อก่อนเขากดดันด้วยการออกไปเดินเคลื่อนไหว แต่วันนี้เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เขาก็ใช้วิธีแถลงการณ์ผ่านสื่อ และต่อไปก็คงจะมีเรื่องที่มากดดันอีกเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเมื่อลาสิกขาวันแรก ก็ไปกดดันว่าไม่เห็นด้วยที่จะย้ายสำนักงานกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จาก จ.สุราษฎร์ธานี ไป จ.ภูเก็ต "พูดง่ายๆ คือ วันนี้เริ่มกดดันเรื่องปฏิรูป พอถึงเวลาจะมีการทำประชามติ ถ้าเขาอยากให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน เขาก็ต้องใช้มูลนิธิเคลื่อนไหว เพราะจะมีน้ำหนักกว่าการใช้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคลื่อนไหว แต่จริงๆ แล้วก็เนื้อเดียวกัน เพราะนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. ก็พูดชัดเจนว่า กปปส.ไม่ได้ห้ามสมาชิกไปลงการเมือง อาจจะเว้นเฉพาะแกนนำสำคัญ ตอนที่นาย สุเทพลาสิกขา นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. ก็ไปร่วมพิธี ผมจึงมองว่ามูลนิธิของนายสุเทพเป็นกลุ่มกดดันสังคมและรัฐบาลให้ไปในทิศทางที่ตัวเองอยากให้ทำ ถ้าเลือกตั้งใหม่แล้ว ปชป.กลายเป็นฝ่ายค้าน กลุ่มนี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญหรือเป็นแนวร่วมของฝ่ายค้านอีกกลุ่มหนึ่งที่จะกดดันรัฐบาลให้ทำงานยากขึ้น" นายสามารถกล่าว 'เต้น'นัดแต่งแดงแถลงนกกรงหัวจุก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของนายสุเทพกับมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯชวนให้ฉุกใจคิดว่า ประเทศมาถึงจุดที่อนาคตประเทศไทยดูอนาถาจนถึงขั้นต้องมีมูลนิธิเข้ามาดูแลได้อย่างไร การแสดงตัวเป็นพวกเดียวกันและสนับสนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดยไม่มีกรอบเวลานั้น เป็นการสร้างแรงกดดันใส่รัฐบาลที่ยืนยันโรดแมปมาตลอด เป็นไปได้ว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจะเป็นข้ออ้างที่ใช้สร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่นับวันคำว่าปฏิรูปก็ดูเลื่อนลอยไร้รูปธรรมมากขึ้นทุกที ลองเอาทุกคนที่นั่งบนเวทีแถลงข่าวมาแยกห้องให้อธิบายคำว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เชื่อว่าจะไปกันคนละทิศละทาง ถ้าเปลี่ยนคำพูดเป็นจัดการอีกฝ่ายให้เสร็จก่อนเลือกตั้งนั้น น่าจะตรงความจริงมากกว่า นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนที่อ้างว่าจะเสนอเนื้อหาปฏิรูปหรือรัฐธรรมนูญนั้น เขาทำกันจนเกือบเสร็จแล้ว จะมาเสนออะไรตอนนี้ รวมความก็คือแถลงทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะจงใจไม่ได้ยิน หากประเมินให้ลึกลงไปอีกจะเห็นว่าสถานการณ์นี้ปี่กลองเริ่มเชิด บนเวทีมีนักมวยอยู่เต็มไปหมดจนชักมองไม่ออกว่าใครจะชกกับใคร หรือใครเป็นพวกใคร ทางออกเดียวที่เกิดประโยชน์สูงสุดคือ ต้องมีกติกาที่เป็นสากลโดยประชาชนเป็นกรรมการ และก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าต่อไปนั้น อยากฝากสำนวนไทยไว้เป็นข้อคิดว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แต่ถ้าเดินตามกำนันให้ระวังกำนันกับพวกดีๆ ก็แล้วกัน "สัปดาห์หน้า ผมตั้งใจจะชวนแกนนำ นปช.ใส่เสื้อสีแดงเปิดแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์นกกรงหัวจุกในประเทศไทยบ้าง มั่นใจว่าจะได้รับอนุญาต ส่วนรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง การแถลงข่าวคราวนี้ถือเป็นมาตรฐานใหม่ เพราะกลุ่มผู้แถลงสามารถแต่งกายแบบเดียวกับที่ใช้เคลื่อนไหวก่อนยึดอำนาจได้" นายณัฐวุฒิกล่าว 'ตู่'ชี้เหตุ'สมคิด'เมินร่วมครม. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลจะอยู่นานโดยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรัฐบาลอยู่แล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ หากรัฐบาลยิ่งอยู่นานแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลเอง ที่ผ่านมาผู้นำที่เข้ามามีอำนาจโดยรัฐประหารต่างคิดอยากอยู่นานทั้งนั้น แต่ในโลกความเป็นจริง ปัญหาความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ การเมือง จะเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เอง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ เชื่อว่าการปรับ ครม.จะไม่ช่วยให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดีขึ้น ไม่อย่างนั้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช. คงไม่ปฏิเสธเข้าร่วม ครม.อย่างที่เป็นข่าว เนื่องจากนายสมคิดทราบดีว่า แม้ตัวเองมาเป็น ครม.ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ต้องการโชว์เพราะวิจารณ์รัฐบาลที่แล้วไว้มาก แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์มันไม่เอื้อ ก็ไม่มีสิทธิทำตามความคิดของตัวเอง นายสมคิดจึงคิดได้ว่าควรปฏิเสธ เพราะปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา คสช.เห็นสภาพข้างในทั้งหมด การที่นายสมคิดปฏิเสธโดยอ้างปัญหาสุขภาพ จึงชี้ชัดว่าการปรับ ครม.ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย เพราะปัญหาไม่ใช่ความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะระบอบการปกครองที่ผิด เช่นเดียวกับกรณีที่สหรัฐคงเทียร์ 3 เรานั้น ทุกอย่างเป็นการเมือง เมื่อเขาดำเนินการทางตรงไม่ได้ เขาก็ทำทางอ้อม ซึ่งผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน" นายจตุพรกล่าว ชี้รธน.ฉบับใหม่กับดักหายนะ นายจตุพร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือความหายนะของประเทศ และตนประกาศแล้วว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีปัญหาเกือบทั้งฉบับ เช่น กระบวกการตรวจสอบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีปัญหาด้านกลไกเชิงอำนาจอีกมากมาย วันนี้จะเห็นว่ารัฐบาลที่มีอำนาจเกินร้อยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ดังนั้นรัฐบาลในวันข้างหน้าหากไม่เป็นบุคคลพิเศษจะไม่มีทางบริหารประเทศได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงเปิดช่องให้มีบุคคลพิเศษเข้ามาเป็นนายกฯ "ข้อเท็จจริง ก็คือคนในไม่มีสิทธิ ถ้าใครคิดจะเป็นก็คือฆ่าตัวตาย ความเป็นไปของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแป๊ะว่าต้องการผลอย่างไร ทุกอย่างเป็นไปได้ เราเรียกร้องประชามติเพราะเป็นการชะลอหายนะ ถ้าปล่อยให้เขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่ชะลอ ก็เท่ากับเดินสู่หายนะอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพรรคการเมืองจึงอย่ารีบเร่งเข้าสู่การเลือกตั้งโดยไม่สนใจกติกา ควรมีกติกาที่ถูกต้องแล้วจึงเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งแล้วไปตายเอาดาบหน้าก็เห็นอยู่แล้วว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร" นายจตุพรกล่าวว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นัดรับประทานอาหารที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ทั้งนี้ แกนนำมีการพูดคุยกันถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่ามี 2-3 ประเด็นที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขให้หนักกว่าเดิมอีก อาทิ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าอดีต ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองจะลงรับสมัคร ส.ส.ได้อีกหรือไม่ โดยแกนนำ พท.จะแถลงคัดค้านว่าไม่เห็นด้วยประเด็นใดบ้าง ซึ่งวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้ คณะทำงานจะนำรายละเอียดต่างๆ มาดูอีกครั้ง 'กษิต'จี้โละทีมเศรษฐกิจยกชุด นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คณะทำงานมูลนิธิมวลมหาประชาชนกล่าวถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ควรปรับทีมเศรษฐกิจทั้งคณะออกไปให้หมด เพราะทำงานล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มีแต่ราคาคุย ที่ผ่านมาไม่มีผลงาน รวมถึงพวกนี้เป็นพวกราชรถมาเกย เคยออกมาต่อสู้บ้างหรือไม่ คนที่จะเข้าไปอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้ ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีอุดมคติ ไม่มีความรู้ร้อน รู้หนาวต่อความยากจนของประชาชน แบบนี้ไม่ใช่ของแท้ "ถ้าผมเป็น คสช.จะไม่ให้มี ครม. โดย คสช.จะทำอะไรก็ให้สั่งหน่วยงานที่มีอยู่ทำออกมาให้เป็นเรื่องๆ โดยไม่ต้องตั้งใครมาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอีก เพราะ คสช.มีอำนาจหน้าที่บริหารและนำพาประเทศ" นายกษิตกล่าว แนะ'บิ๊กตู่'คุยกับอดีตนายกฯ นายกษิตกล่าวว่า อยากฝากถึง คสช.ไม่ฝากรัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดหรือหุ่นกระบอก อยากบอกไปยัง คสช.ว่าทำไมไม่ไปนั่งคุยกับอดีตนายกฯที่มีประสบการณ์ เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายอานันท์ ปันยารชุน นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำไม พล.อ.ประยุทธ์แยกคนไทยที่เป็นนักการเมืองออกมาโดยบอกว่าเป็นคนนอกคอก ในเมื่อ คสช.บอกว่าเข้ามาเพื่อความปรองดอง เหตุใดจึงไม่ให้ความเคารพคนที่ชาญฉลาด "พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปหาผู้ใหญ่ ไปฟังทัศนคติว่าเขาผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างไร มีมุมมองใดที่เป็นประโยชน์ ทุกคนรักชาติแม้ว่าอาจไขว้เขวไปบ้าง และควรเข้ามาคุยกับพรรคการเมือง ไม่ใช่เรียกเหมือนเด็กเข้ามาคุย เพราะพรรคการเมืองเป็นสถาบันหนึ่งของสังคมไทย การคุยกับพรรคการเมืองควรพูดกันให้ชัดเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองการปกครองของไทย และประเด็นการกระจายอำนาจที่ต้องไปให้ถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด" นายกษิตกล่าว
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

GHBx60

   

GSB

   

ALL-Hoon

   

Kform18

   
000878060
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
987655907
2299
22602
822940
1586
136784
878060
Your IP: 54.226.147.190
Sat, 01 Aug 2015 13:45:37 +0000
   
© ALLROUNDER